-
ในเดือนก.พ. 69 Bond Yield ทั้งไทยและสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง หลังกนง.ลดอัตราดอกเบี้ยท่ามกลางตลาดการเงินที่ผันผวนและภาวะสงครามสหรัฐฯ-อิหร่านในช่วงปลายเดือนText
-
กองทุนตราสารหนี้ของ KAsset ได้แก่ K-SF-A, K-SFPLUS-A, K-FIXED-A และ K-FIXEDPLUS-A ทำผลตอบแทนพลิกกลับมาเป็นบวกได้ทุกกองทุนในเดือนก.พ.
-
นักลงทุนที่ถือครองกองทุนตราสารหนี้อยู่สามารถถือครองต่อไปได้เพื่อรับผลตอบแทน (Carry Yield) โดยกลยุทธ์การลงทุนในปีนี้เน้นลงทุนในตราสารหนี้ที่หลากหลายและกระจายการลงทุนในต่างประเทศเพื่อเพิ่มผลตอบแทน ทั้งนี้ ผลตอบแทนอาจไม่สูงเท่าปีที่แล้ว และอาจมีความผันผวนมากขึ้น แนะนำทยอยสะสม
Bond Yield สหรัฐฯ ปรับตัวลดลง จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ก่อนเร่งตัวในต้นมี.ค.
ในเดือนกุมภาพันธ์อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (US Bond Yield) ปรับตัวลดลงตลอดทุกช่วงอายุ จากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์และความผันผวนในตลาดการเงินโลก โดย US Bond Yield อายุ 2 ปี ปรับลดลงจาก 3.52% ณ สิ้นเดือนมกราคม มาอยู่ที่ 3.37% ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ปรับลดลงจาก 4.24% มาอยู่ที่ 3.94% ในช่วงเดียวกัน เนื่องจาก
- มูลค่าหุ้น (Valuation) ที่ตึงตัว ทำให้นักลงทุนเริ่มกระจายออกจากสินทรัพย์เสี่ยงและไหลเข้าสู่พันธบัตรรัฐบาล ส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวลดลงในปีนี้
- นอกจากนี้ เงินเฟ้อเริ่มชะลอตัว ก็ยิ่งสนับสนุนแนวโน้มที่ Bond Yield อาจปรับลดลงได้อีก เนื่องจากเงินเฟ้อที่ลดลงทำให้นักลงทุนไม่จำเป็นต้องเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อ สำหรับตัวเลขเงินเฟ้อในระยะข้างหน้ายังต้องจับตาจากราคาน้ำมันที่เร่งตัวจากผลกระทบของสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน
- อีกหนึ่งปัจจัยที่นักลงทุนจับตาคือ สถานะงบประมาณของรัฐบาลสหรัฐฯ โดยในช่วงเดือนต.ค.-ม.ค. รัฐบาลสหรัฐฯ ขาดดุลลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรัฐบาลมีการใช้จ่ายสูงกว่ารายได้ 697 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือว่าน้อยกว่าการขาดดุล 840 พันล้านดอลลาร์ ในช่วงเดียวกันของปีก่อน
- การใช้จ่ายที่ลดลงส่งสัญญาณต่อตลาดพันธบัตรว่า รัฐบาลอาจไม่จำเป็นต้องเพิ่มการออกพันธบัตรจำนวนมาก ซึ่งช่วยลดแรงกดดันที่ทำให้ Bond Yield ปรับสูงขึ้น
จับตาการประชุม Fed ครั้งถัดไปในวันที่ 17-18 มีนาคม 69 ซึ่งจะมีการเปิดเผย Dot Plot รวมถึงคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจครั้งใหม่ ซึ่งตลาดคาดว่า Fed จะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมครั้งนี้ไปจนถึงเดือนมิถุนายน ซึ่งคาดว่าจะเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้การนำของประธาน Fed คนใหม่ โดยตลาดวางเดิมพันว่าการลดดอกเบี้ยครั้งถัดไปจะเกิดขึ้นในช่วงกลางปี และอาจมีการลดดอกเบี้ยอีกครั้งในเดือนกันยายนหรือตุลาคม หากสภาวะเศรษฐกิจเอื้ออำนวย
Bond Yield ไทยปรับลดลงทันทีหลังกนง.เซอร์ไพรส์ลดดอกเบี้ย
ในเดือนกุมภาพันธ์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวลดลงอย่างมีนัยสำคัญทันทีหลัง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เซอร์ไพรส์ตลาดด้วยการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25% จาก 1.25% เหลือ 1.00% จาก 3 เหตุผลหลักสำคัญ ได้แก่
- เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังเปราะบางและยังโตต่ำกว่าศักยภาพ
- กนง. ประเมินว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มทยอยปรับขึ้นจริง แต่อาจกลับเข้าสู่กรอบเงินเฟ้อที่ 1-3% ได้ล่าช้าลงจากเดิมที่คาดว่าครึ่งแรกของปี 2570 อาจเป็นช่วงครึ่งปีหลัง 2570
- สินเชื่อโดยรวมยังหดตัว และค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น
โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ปรับลดลงจาก 1.22% ณ สิ้นเดือนม.ค. มาอยู่ที่ 1.03% ณ สิ้นเดือนก.พ. ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี ปรับลดลงจาก 2.01% มาอยู่ที่ 1.71% ทั้งนี้ ตลาดคาดว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปัจจุบัน 1% จะเป็นอัตราดอกเบี้ย Terminal rate อย่างไรก็ตาม ยังไม่ปิดโอกาสที่กนง. จะลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมซึ่งมีโอกาสมากขึ้น
กองทุนตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนเป็นบวกในเดือนก.พ.
ในเดือนกุมภาพันธ์ กองทุนตราสารหนี้ยังคงสร้างผลตอบแทนเป็นบวกอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางภาวะตลาดการลงทุนที่ผันผวน โดยเฉพาะตลาดหุ้นโลกที่ได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในช่วงปลายเดือน รวมถึงหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่ปรับตัวลดลง ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนปรับพอร์ตเข้าสู่สินทรัพย์ที่มีความผันผวนต่ำมากขึ้น ทั้งนี้ กองทุนตราสารหนี้ของ KAsset สามารถสร้างผลตอบแทนได้ในระดับที่น่าสนใจ โดยกองทุน
- K-SF-A +0.11%
- K-SFPLUS-A +0.18%
- K-FIXED-A +0.91%
- K-FIXEDPLUS-A +0.96%
สะท้อนบทบาทของตราสารหนี้ในฐานะสินทรัพย์ที่ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุนในช่วงที่ตลาดมีความผันผวนและมีความไม่แน่นอนสูง
ผลตอบแทนกองทุนตราสารหนี้รายเดือนปี 2026
คำแนะนำในการลงทุน
- ด้วยสภาวะดอกเบี้ยที่ยังทรงตรงอยู่ในระดับต่ำไปอีกระยะ สำหรับนักลงทุนที่ถือครองกองทุนตราสารหนี้อยู่สามารถถือต่อไปได้เพื่อรับ Carry Yield
- สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้ปีนี้เน้นผลตอบแทนจากการถือครอง (Carry Yield ) โดย
1) แนะนำลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ที่มีการกระจายในสินทรัพย์คุณภาพดีหลากหลาย ทั้งพันธบัตร หุ้นกู้ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนในการลงทุน
2) กระจายการลงทุนไปยังต่างประเทศมากขึ้น เนื่องจากปีนี้ Fed ยังไม่ได้ลดอัตราดอกเบี้ย และมีโอกาสที่จะลดอัตราดอกเบี้ยลงอีก 2 ครั้ง
-
นักลงทุนระยะสั้น-กลาง หากรับความผันผวนได้บ้าง แนะนำ K-SFPLUS-A เพื่อเปิดโอกาสรับผลตอบแทนที่มากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากรับความผันผวนได้น้อย ยังคงแนะนำลงทุนใน K-SF-A
- นักลงทุนระยะกลาง-ยาว แนะนำ K-FIXEDPLUS-A ที่มีการกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ต่างประเทศ ซึ่งยังให้ผลตอบแทนที่น่าสนใจ ทั้งนี้ หากนักลงทุนต้องการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ประเภทต่างๆ ทั่วโลกที่มีคุณภาพสูงสามารถพิจารณาลงทุนใน K-GDBOND
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-SF-A, K-SFPLUS-A, K-FIXED-A, K-FIXEDPLUS-A: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
- K-GDBOND: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-SF-A, K-SFPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน
- K-FIXEDPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-GDBOND: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
- K-SF-A, K-SFPLUS-A: T+1
- K-FIXED-A, K-FIXEDPLUS-A, K-GDBOND: T+2