อัปเดตภาพรวมกองทุนตราสารหนี้ ฉบับเดือน พ.ค. 69

กดฟัง
หยุด
  • Bond Yield สหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นต่อในเดือนเม.ย. ขณะที่ Bond Yield ไทยปรับลดลงสวนทาง จากมุมมองเศรษฐกิจและนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน
  • ​ ​ กองทุนตราสารหนี้บลจ.กสิกรไทย ทำผลตอบแทนเป็นบวกได้ทุกกองทุนในเดือนเม.ย.
  • ​ ​ นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำ แนะนำลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อหลีกเลี่ยงความผันผวน สำหรับนักลงทุนที่ถือครองตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว แนะนำถือครองต่อและรอจังหวะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดมีการปรับตัวลงมา

Bond Yield สหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นต่อในเดือนเม.ย. ขณะที่ Bond Yield ไทยปรับลดลงสวนทาง จากมุมมองเศรษฐกิจและนโยบายการเงินที่แตกต่างกัน

  • US Bond Yield อายุ 2 ปี ปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.79% ณ สิ้นเดือนมี.ค. มาอยู่ที่ 3.87% ณ สิ้นเดือนเม.ย. ขณะที่ US Bond Yield อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นจาก 4.32% ณ สิ้นเดือนมี.ค. มาอยู่ที่ 4.37% ณ สิ้นเดือนเม.ย.
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ปรับลดลงจาก 1.38% ณ สิ้นเดือนมี.ค. มาอยู่ที่ 1.23% ณ สิ้นเดือนเม.ย. ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี ปรับลดลงเล็กน้อยจาก 2.21% ณ สิ้นเดือนมี.ค. มาอยู่ที่ 2.20% ณ สิ้นเดือนเม.ย.
    • โดยในช่วงเดือนเม.ย. Bond Yield สหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง หลังตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะตลาดแรงงานที่แข็งแกร่ง และเงินเฟ้อที่เร่งตัวตามราคาน้ำมันจากผลกระทบของสงคราม ด้านการประชุม Fed ในการประชุมครั้งล่าสุดซึ่งเป็นการประชุมครั้งสุดท้ายที่นายเจอโรม พาวเวล จะนั่งเป็นประธาน Fed แม้ผลสรุปจะคงอัตราดอกเบี้ย แต่มติไม่เป็นเอกฉันท์ มีเพียงคณะกรรมการคนเดียวที่โหวตลดอัตราดอกเบี้ย และอีก 3 คนที่ถึงแม้จะโหวตคงอัตราดอกเบี้ย แต่ไม่เห็นด้วยกับการใช้นโยบายที่ผ่อนคลายในอนาคต ทำให้ตลาดประเมินว่าผลการประชุม Fed ครั้งนี้มีลักษณะ Hawkish Hold ทำให้นักลงทุนลดความคาดหวังต่อการปรับลดดอกเบี้ยของ Fed ในปีนี้ และมองว่า Fed อาจคงอัตราดอกเบี้ยระดับสูงไว้นานกว่าที่ตลาดเคยประเมิน ส่งผลให้ Bond Yield โดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้นปรับตัวขึ้น
    • นอกจากนี้ การขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯ ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและปริมาณการออกพันธบัตรรัฐบาลที่ยังอยู่ในระดับสูง ยังคงเป็นปัจจัยกดดัน Bond Yield ระยะยาว ขณะที่ความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์และราคาพลังงานที่ยังผันผวน ทำให้ตลาดยังคงต้องการ Premium สำหรับการถือครองพันธบัตรระยะยาวมากขึ้นเพื่อชดเชยความเสี่ยง
    • ด้าน Bond Yield ไทยปรับลดลงสวนทางกับสหรัฐฯ โดยเฉพาะพันธบัตรระยะสั้น หลังตลาดเริ่มให้น้ำหนักต่อแนวโน้มเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้ากว่าคาด รวมถึงแรงกดดันเงินเฟ้อในประเทศที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า กนง. มีโอกาสปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติมในช่วงครึ่งหลังของปี เพื่อช่วยสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย ส่งผลให้มีแรงซื้อกลับเข้ามาในตลาดพันธบัตรไทย

ประเด็นที่ต้องจับตาในเดือนพ.ค.
  • สหรัฐฯ: ติดตามทิศทางตัวเลขเงินเฟ้อ และตลาดแรงงาน ซึ่งจะมีผลต่อการคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยของ Fed หากเงินเฟ้อยังทรงตัวสูง Bond Yield สหรัฐฯ อาจยังเคลื่อนไหวในระดับสูงต่อได้ ขณะที่การประชุม Fed ครั้งถัดไปจะมีขึ้นในวันที่ 15-16 มิ.ย. โดยมีนาย Kevin Warsh นั่งเก้าอี้ประธาน Fed คนใหม่
  • ไทย: ติดตาม
    • 1) การออกพันธบัตรออมทรัพย์ชุดใหม่ในช่วงปลายเดือนพ.ค. วงเงินประมาณ 30,000 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแบ่งเป็น 2 รุ่น เช่น อายุ 3 ปี และ 5 ปี หรือ อายุ 5 ปี และ 10 ปี ซึ่งอาจส่งผลให้ Yield มีการเร่งตัวได้


      2) แนวโน้มเงินเฟ้อและราคาน้ำมัน ซึ่งราคาน้ำมันเป็นตัวแปรที่ตลาดตราสารหนี้กังวลในช่วงนี้ หากราคาน้ำมันขึ้นต่อจะดันเงินเฟ้อซึ่งลดโอกาสที่กนง. จะลดอัตราดอกเบี้ย


      3) แนวโน้มเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจชะลอลง อาจส่งผลให้เกิดความคาดหวังในการลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นได้



กองทุนตราสารหนี้ของบลจ.กสิกรไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนเม.ย.


ในเดือนเม.ย. กองทุนตราสารหนี้ของบลจ.กสิกรไทย ปรับตัวเพิ่มขึ้นได้ทุกกองทุน โดยเป็นผลจากการปรับตัวลดลงของพันธบัตรไทย โดยกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นอย่าง K-SF-A และ K-SFPLUS-A ยังคงทำผลตอบแทนเป็นบวกได้ทุกเดือนติดต่อกันในปีนี้ ขณะที่กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวมีความผันผวน ทำผลตอบแทนติดลบในบางเดือน โดยในเดือนเม.ย. กองทุนตราสารหนี้มีผลตอบแทนดังนี้

  • K-SF-A +0.08%
  • K-SFPLUS-A +0.12%
  • K-FIXED-A +0.37%
  • K-FIXEDPLUS-A +0.35%

ผลตอบแทนกองทุนตราสารหนี้รายเดือนปี 2026




คำแนะนำการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้

  • กองทุนตราสารหนี้อาจยังผันผวนในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากภาวะสงครามไม่ได้รุนแรงไปมากกว่านี้ Bond Yield อาจปรับขึ้นไปได้จำกัด
  • สำหรับนักลงทุนที่ถือครองกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น อย่างกองทุน K-SF-A และ K-SFPLUS-A ซึ่งมีความผันผวนต่ำ ยังคงสามารถถือครองต่อไปได้ สำหรับนักลงทุนที่มีการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและต้องการลดความผันผวนของพอร์ตสามารถกระจายการลงทุนมายังกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อหลบความผันผวน
  • สำหรับนักลงทุนที่ถือครองกองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว อย่างกองทุน K-FIXED-A และ K-FIXEDPLUS-A ซึ่งเผชิญความผันผวนในช่วงที่ผ่านมา หากนักลงทุนรับความผันผวนได้และยังไม่รีบใช้เงิน แนะนำถือครองต่อและรอจังหวะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดมีการปรับตัวลงมา แต่สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้น้อย อาจพิจารณาย้ายการลงทุนบางส่วนไปยังกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อลดความผันผวน
  • สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีกองทุนตราสารหนี้ มองว่าเป็นโอกาสในการลงทุน โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ที่มีการกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ต่างประเทศ เพราะมีโอกาสได้รับ Capital Gain จากการที่ Yield ปรับลดลงหาก Fed ลดอัตราดอกเบี้ยจริงๆ ในช่วงปลายปี

หมายเหตุ:
  • ระดับความเสี่ยงกองทุน
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A, K-FIXED-A, K-FIXEDPLUS-A: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน
    • K-FIXEDPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A: T+1
    • K-FIXED-A, K-FIXEDPLUS-A: T+2


คำเตือน



Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน"

ผู้เขียน

K WEALTH ปาณิศา เจียรพุฒิ

Back to top