อัปเดตภาพรวมกองทุนตราสารหนี้ ฉบับเดือน เม.ย. 69

กดฟัง
หยุด

  • ในเดือนมี.ค. Bond Yield ระยะสั้นและระยะยาวทั้งไทยและสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้น ท่ามกลางตลาดการเงินที่ผันผวนและภาวะสงครามสหรัฐฯ-อิหร่าน
  • กองทุนตราสารหนี้ผันผวนระยะสั้น โดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว แต่กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นยังทำผลตอบแทนเป็นบวกต่อเนื่อง
  • นักลงทุนที่ถือครองกองทุนตราสารหนี้อยู่ ยังไม่ใช่จังหวะขาย แนะนำถือครองต่อเพื่อรอ Bond Yield ปรับตัวลง อย่างไรก็ตาม หากรับความผันผวนได้น้อย แนะนำลงทุนในกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น

Bond Yield พุ่งจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยและความคาดหวังที่ Fed จะลดดอกเบี้ยน้อยลง

Bond Yield สหรัฐฯ และไทยในเดือนมีนาคมเร่งตัวขึ้นแรงก่อนย่อตัวลงในช่วงปลายเดือน

  • US Bond Yield อายุ 2 ปี ปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.37% ณ สิ้นเดือนก.พ.มาอยู่ที่ 3.79% ณ สิ้นเดือนมี.ค. ขณะที่ US Bond Yield อายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นจาก 3.94% ณ สิ้นเดือนก.พ.มาอยู่ที่ 4.32% ณ สิ้นเดือนมี.ค.
  • อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยอายุ 2 ปี ปรับเพิ่มขึ้นจาก 1.03% ณ สิ้นเดือนก.พ.มาอยู่ที่ 1.37% ณ สิ้นเดือนมี.ค. ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี ปรับเพิ่มขึ้นจาก 1.71%% ณ สิ้นเดือนก.พ.มาอยู่ที่ 2.21% ณ สิ้นเดือนมี.ค.

โดยช่วงต้นเดือนมี.ค.อัตราผลตอบแทนปรับเพิ่มขึ้นหลังความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ–อิหร่านที่ยกระดับ สร้างความวิตกกังวลว่าเงินเฟ้อจะเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันที่ปรับเพิ่มขึ้น และทำให้เกิดเศรษฐกิจถดถอยตามมา ส่งผลให้ตลาดกังวลว่าแนวโน้มนโยบายการเงินมีความไม่แน่นอนมากขึ้น ขณะที่ Fed อาจคงดอกเบี้ยนานกว่าคาด ด้านฝั่งไทย Bond Yield ปรับขึ้นตามทิศทางตลาดโลกและแรงกดดันเงินเฟ้อเช่นกัน


อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนมี.ค. Bond Yield เริ่มชะลอความร้อนแรงลง หลังเริ่มมีความหวังจากสัญญาณเชิงบวกว่าสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่านใกล้จะคลี่คลาย ประกอบกับถ้อยแถลงของ Fed ว่าเงินเฟ้อยังคงอยู่ในกรอบที่ควบคุมได้ แม้ว่าราคาพลังงานจะปรับสูงขึ้น และยังไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ส่งผลให้ Bond Yield ทั้งสหรัฐฯ และไทยชะลอลงในช่วงปลายเดือนมี.ค.




กองทุนตราสารหนี้เผชิญความผันผวนในระยะสั้น

ในเดือนมีนาคมกองทุนตราสารหนี้ได้รับแรงกดดันจากสถานการณ์ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ส่งผลให้กองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาวของบลจ.กสิกรไทยมีผลตอบแทนที่ติดลบ ขณะที่กองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นยังคงทำผลตอบแทนเป็นบวกได้ทุกเดือน โดยในเดือนมี.ค. กองทุนตราสารหนี้มีผลตอบแทนดังนี้


  • K-SF-A +0.08%
  • K-SFPLUS-A +0.02%
  • K-FIXED-A -1.36%
  • K-FIXEDPLUS-A -1.42%

มุมมองการลงทุนในตราสารหนี้

  • เศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง แต่ยังขยายตัวต่อได้ Base case หากสงครามมีแนวโน้ม ความตึงเครียดลดลง ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีสัญญาณที่ดูดีขึ้น เช่น มีการยื่นข้อเสนอถึงแม้จะตกลงกันไม่ได้ เริ่มเห็นการขนส่งที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้มากขึ้น แม้จะยังห่างไกลจากช่วงปกติ แต่เริ่มเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อตลาด และ Bond Yield เริ่มชะลอความร้อนแรงลง อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่สูง
  • ช่วงที่เหลือของปีอาจเห็นความแตกต่างของการดำเนินนโยบายการเงินได้มากขึ้น จากผลกระทบของสงครามซึ่งแต่ละประเทศได้รับผลกระทบที่แตกต่างกัน ทั้งในแง่เศรษฐกิจและเงินเฟ้อ
    • สหรัฐฯ : คาดว่า Fed ยังผ่อนคลายนโยบายการเงินและยังไม่กลับทิศมาขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ แต่มีความเสี่ยงที่การลดดอกเบี้ยอาจจะล่าช้าออกไปเป็นช่วงปลายปี ทั้งนี้คาดว่ายังมีโอกาสที่ Fed จะลดอัตราดอกเบี้ยได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ อย่างไรก็ตาม จาก Bond Yield 2 ปีของสหรัฐฯ ที่เร่งตัวแรง สะท้อนว่าตลาดมีความกังวลต่อทิศทางแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยอย่างมาก และเริ่มมองว่า Fed อาจไม่ลดอัตราดอกเบี้ยต่อหรือกลับมาขึ้นอัตราดอกเบี้ย แต่ล่าสุด Fed ยังคงยืนยันว่าจะลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้อีก 1 ครั้ง
    • ไทย : คาดว่ากนง.น่าจะคงอัตราดอกเบี้ยตลอดทั้งปีนี้ หลังจากลดอัตราดอกเบี้ยไปแล้ว 1 ครั้งในเดือนก.พ.ที่ผ่านมา KResearch ประเมินว่าหากราคาน้ำมันอยู่ที่ 100-120$ คาดว่าเงินเฟ้อไทยจะอยู่ที่ 2-3% ซึ่งยังอยู่ในกรอบของแบงก์ชาติที่ 1-3% ดังนั้นหากราคาน้ำมันไม่ได้ทะลุเหนือ 120$ และเงินเฟ้อไม่ได้พุ่งขึ้นไปเหนือ 3% อย่างมีนัยสำคัญ จะทำให้กนง.ยังไม่จำเป็นต้องขึ้นอัตราดอกเบี้ย
    • ปัจจัยหลักที่ต้องติดตามถัดจากนี้คือ สงครามจะลากยาวหรือไม่และจะส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางของนโยบายการเงินในอนาคต

คำแนะนำในการลงทุนในกองทุนตราสารหนี้

  • กองทุนตราสารหนี้อาจยังผันผวนในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากภาวะสงครามไม่ได้รุนแรงไปมากกว่านี้มากๆ Bond Yield อาจปรับขึ้นไปได้จำกัด
  • สำหรับนักลงทุนที่ถือครองกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นอย่างกองทุน K-SF-A และ K-SFPLUS-A ซึ่งมีความผันผวนต่ำ ยังคงสามารถถือครองต่อไปได้ สำหรับนักลงทุนที่มีการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและต้องการลดความผันผวนของพอร์ตสามารถกระจายการลงทุนมายังกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อหลบความผันผวน
  • สำหรับนักลงทุนที่ถือครองกองทุนตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว อย่างกองทุน K-FIXED-A และ K-FIXEDPLUS-A ซึ่งเผชิญความผันผวนในช่วงที่ผ่านมา หากนักลงทุนรับความผันผวนได้และยังไม่รีบใช้เงิน แนะนำถือครองต่อและรอจังหวะที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดมีการปรับตัวลงมา แต่สำหรับนักลงทุนที่รับความผันผวนได้น้อย อาจพิจารณาย้ายการลงทุนบางส่วนไปยังกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นเพื่อลดความผันผวน
  • สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีกองทุนตราสารหนี้ มองว่าเป็นโอกาสในการลงทุนโดยเฉพาะกองทุนตราสารหนี้ที่มีการกระจายการลงทุนไปยังตราสารหนี้ต่างประเทศ เพราะมีโอกาสลุ้น Capital Gain จากการที่ Yield ปรับลดลงหาก Fed ลดอัตราดอกเบี้ยจริงๆ ในช่วงปลายปี

หมายเหตุ:
  • ระดับความเสี่ยงกองทุน
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A, K-FIXED-A, K-FIXEDPLUS-A: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน
    • K-FIXEDPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 90% ของเงินลงทุนต่างประเทศ
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
    • K-SF-A, K-SFPLUS-A: T+1
    • K-FIXED-A, K-FIXEDPLUS-A: T+2







คำเตือน

Disclaimer:ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน

ผู้เขียน

K WEALTH ปาณิศา เจียรพุฒิ

Back to top