อัปเดตการลงทุนหุ้นอินเดีย ม.ค. 69

กดฟัง
หยุด

K WEALTH ยังคงชอบการลงทุนในหุ้นอินเดีย เช่นเดียวกับเดือนที่ผ่านมา

แนะนำทยอยสะสมหุ้นอินเดียได้


มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ K WEALTH: ยังคงมุมมองค่อนข้างบวก (Slightly Positive) ต่อการลงทุนหุ้นอินเดีย ในเดือน ม.ค. 69



เหตุผลที่ K WEALTH คงมุมมองค่อนข้างบวก

ปัจจัยบวก

ตลาดหุ้นอินเดียปรับตัวลง แต่ K WEALTH มองว่าตลาดรับความกังวลไปมากแล้ว และยังคงมุมมองค่อนข้างบวก ด้วย เหตุผล ดังนี้


  1. ความกังวลไวรัส Nipah
  2. จากข้อมูลการระบาดในครั้งนี้พบว่าตั้งแต่วันศุกร์ที่ 22 ม.ค. 69 จนถึงปัจจุบันวันที่ 28 ม.ค. 69 ไม่พบการแพร่ระบาดเพิ่มเติม ประกอบกับข้อมูลในอดีตพบว่าเป็นเชื้อไวรัสที่เกิดการแพร่ระบาดเป็นประจำ ทุกครั้งเกิดในวงจำกัด และไม่กระทบต่อเศรษฐกิจรวมถึงตลาดหุ้นอินเดีย ดังนั้น ปัจจัยนี้ K WEALTH จึงมองว่ามีผลกระทบจำกัดมาก


  3. นักลงทุนต่างชาติขายออก กังวล Geopolitics Risk
  4. การปรับตัวลงส่วนหนึ่งเป็นผลจากนักลงทุนต่างชาติขายออก ด้วยความกังวลด้านการเมืองระหว่างประเทศ ทั้งความไม่แน่นอนด้านสงครามและการเจรจาการค้า แต่อินเดียไม่ใช่คู่ขัดแย้งโดยตรง ส่วนการเจรจาการค้า อินเดียมีปัจจัยหนุนจากการบรรลุข้อตกลงกับยุโรป และมีข่าวว่ารัฐมนตรีการคลังสหรัฐฯ เผยว่า อาจพิจารณาลดภาษีการค้าให้อินเดียในเร็วๆ นี้ ดังนั้น ประเด็นความกังวลนี้จึงมองว่ารับผลกระทบจำกัดและตลาดรับข่าวไปแล้ว หลังจากนี้มีโอกาสที่ทิศทางจะพัฒนาในเชิงบวกมากกว่าเชิงลบ


  5. ผลประกอบการและการปรับประมาณการจากนักวิเคราะห์
  6. ผลประกอบการไตรมาส 4 ของดัชนี BSE200 พบว่า รายได้สูงกว่าคาดและ EPS ต่ำกว่าคาด แต่ยังคงเหลืออีก 2 ใน 3 ที่ยังไม่ประกาศผลประกอบการ อีกทั้งกลุ่มที่คาดว่าจะส่งผลในเชิงบวกต่อดัชนีอย่าง Financial, Consumer Discretionary และ Consumer Staple ประกาศเพียงเล็กน้อย จึงยังต้องติดตามพัฒนาการต่อจากนี้


    ในระหว่างที่ผลประกอบการประกาศออกมา ประมาณการ EPS จากนักวิเคราะห์ปี 2026 ในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาถูกปรับเพิ่มสวนทิศทางผลประกอบการ สะท้อนว่านักวิเคราะห์ยังมองบวกต่อผลประกอบการปี 2026 แรงกดดันที่ผ่านมากำลังคลี่คลายด้วยแรงหนุนจากการลดอัตราดอกเบี้ย และการลดภาษี GST ดังนั้น K WEALTH มองว่ามีโอกาสสูงที่ผลประกอบการจะฟื้นตัวต่อเนื่องในปี 2026


  7. นโยบายการเงินและการคลังยังหนุนต่อเนื่องมายังปี 2026
  8. ปีที่แล้วธนาคารกลางอินเดียปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงมาแล้ว 1.25% นับว่าสูงในกลุ่มประเทศชั้นนำของ Emerging Market ซึ่งผลเริ่มออกมาแล้วผ่านตัวเลข GDP ที่เติบโตต่อเนื่อง และสินเชื่อเติบโตจากประมาณ 10% เมื่อกลางปี 2025 มาที่ 12% เมื่อเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา โดยนักวิเคราะห์คาดว่าปี 2026 ยอดปล่อยสินเชื่อจะเพิ่มขึ้น ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจและกลุ่มการเงิน ส่วนนโยบายการลดภาษี GST คาดว่าจะเห็นผลอย่างชัดเจนในไตรมาส 4 ปี 2025 ต่อเนื่องถึงไตรมาส 1 ปี 2026 ซึ่งสะท้อนผ่านกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวบ้างแล้วในเดือน พ.ย. และ ธ.ค. ดังนั้น ทาง K WEALTH จึงมองว่านโยบายการเงินและการคลังจะเป็นปัจจัยหนุนต่อในปี 2026 นี้


  9. Valuation ปรับตัวลงมาอยู่ในระดับน่าสนใจ และ Downside จำกัด
  10. อัตราส่วน Forward P/E ของดัชนี BSE200 ปรับตัวลงมาใกล้ค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี และเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นโลกพบว่าเคลื่อนไหวต่ำกว่าค่าเฉลี่ย สะท้อนว่า Valuation ปรับลงมาในระดับที่น่าสนใจมากขึ้น Downside จำกัด


(ข้อมูล ณ 28ม.ค. 69)


คำแนะนำ

  • สำหรับคนที่มีกำไรจากกองทุนหุ้นอินเดีย สามารถถือต่อและทยอยซื้อเพิ่มได้ แต่หากถือกองทุนหุ้นอินเดียไว้เกิน 20% ของเงินลงทุน พิจารณาถือหรือขายบางส่วนไปลงทุนกองทุนหุ้นอื่น เช่น K-GSELECT, K-CHINA หรือกองทุนผสม K-WPULTIMATE, K-WPSPEEDUP ที่มีการกระจายลงทุน เหมาะกับการถือระยะยาว
  • สำหรับคนที่ขาดทุนจากกองทุนหุ้นอินเดีย ยังสามารถถือต่อได้ หรือทยอยซื้อเพิ่มหากยังถือกองทุนหุ้นอินเดียไม่เกิน 20% ของเงินลงทุน
  • สำหรับคนที่ยังไม่มีกองทุนหุ้นอินเดีย สามารถทยอยลงทุนได้ แต่อาจมีความผันผวนได้ในระยะสั้น

Disclaimer: “ข้อมูลนี้เป็นความเห็นเบื้องต้นจาก K WEALTH บมจ. ธนาคารกสิกรไทย โดยมีนักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุนเป็นสมาชิก ผู้ลงทุนต้องตัดสินใจลงทุนและรับผิดชอบด้วยตนเอง”


คำเตือน: การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงของกองทุนรวมก่อนตัดสินใจลงทุน / สนใจลงทุนและขอรับหนังสือชี้ชวนที่ธนาคารกสิกรไทยทุกสาขา


คำเตือน


ผู้เขียน

K WEALTH

Back to top