ปีม้าไฟ! ปรับพอร์ตอย่างไรให้รอดปี 69

แม้ปี 2569 ความผันผวนอาจไม่มากเท่าปีที่ผ่านมา แต่ความไม่แน่นอนยังคงมี การจัดพอร์ตแบบเน้นความยืดหยุ่นจึงเป็นเรื่องสำคัญ

กดฟัง
หยุด
  • ในปี 2568 สินทรัพย์ที่สร้างผลตอบแทนได้มากที่สุด หนีไม่พ้น ทองคำ ที่ทำผลตอบแทนสูงถึง 60% ในขณะที่หุ้นไทย ได้ผลตอบแทนน้อยสุด -6.4%
  • ปี 69 ยังเป็นปีที่มีความผันผวนอยู่ ทีม K WEALTH CIO นำเสนอ4 Theme การลงทุน ประกอบด้วย 1.) วัฎจักรดอกเบี้ยขาลงยังไม่จบ กระแสเงินลงทุนส่วนเกินมีผลต่อสินทรัพย์เสี่ยง 2.) กระจายลงทุนในหุ้นประเทศเกิดใหม่ 3.) กระแส AI ยังไปได้ต่อ แต่เลือกธุรกิจต้นน้ำ 4.) ตราสารหนี้ยังผันผวนอยู่ เน้นตราสารหนี้คุณภาพดี
  • เพื่อลดความผันผวน คำแนะนำลงทุนในปี 69 คือ การกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging (DCA) และ ตั้ง Goal-Based Setting เพื่อทบทวนพอร์ตสม่ำเสมอ

การลงทุนในปี 2569 ยังคงเป็นปีที่มีความไม่แน่นอนอยู่ อาจจะไม่มากเท่าปี 2568 ดังนั้น พอร์ตการลงทุนยังคงเน้นความยืดหยุ่นเป็นสำคัญ เพื่อให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนที่คาดหวังในปีม้าไฟนี้ไปด้วยดี ทาง K WEALTH จึงมีคำแนะนำในการลงทุนปี 2569 ดังนี้


ปี 2568 เกิดอะไรขึ้นบ้างในโลกการลงทุน

สินทรัพย์ที่ทำผลตอบแทนได้ดีที่สุด 3 อันดับแรก (YTD ข้อมูล ณ 29 ธ.ค. 68)

  1. อันดับ 1 หนีไม่พ้น ทองคำ ถือว่าเป็นปีทองสำหรับทองคำ ที่มีการปรับตัวขึ้นมานับตั้งแต่ต้นปี +65.1% ตามมาด้วย
  2. อันดับ 2 หุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) +34.0% และ
  3. อันดับ 3 เป็น หุ้นในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Market) +22.5%

    ในขณะที่สินทรัพย์ที่ทำผลตอบแทนได้น่าผิดหวัง 3 อันดับ (YTD ข้อมูล ณ 29 ธ.ค. 68) คือ

    1. หุ้นไทย -6.4% ตามมาด้วย
    2. เงินสด +1.5% และ
    3. พันธบัตรรัฐบาลทั่วโลก +7.1%


ซึ่งหากไล่เรียงสถานการณ์การลงทุนในปี 2568 ที่ผ่านมา ช่วงเดือน เม.ย. 68 สหรัฐฯ ประกาศเรื่องใช้มาตรการภาษีตอบโต้(Reciprocal Tariffs) กล่าวคือ ประเทศคู่ค้ากับสหรัฐฯ หากเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ในอัตราสูง ทางสหรัฐฯก็จะเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศคู่ค้าสูงด้วยเช่นกัน ทำให้ตลาดปรับตัวลดลง จากผลกระทบด้านภาษีที่จะส่งผลให้ราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มขึ้น และอัตราเงินเฟ้อสูงขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการควบคุม ผ่านนโยบายการเงิน (การเปลี่ยนแปลงอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพื่อคุมอัตราเงินเฟ้อ) อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นแค่เพียงระยะสั้น เนื่องจากสุดท้ายก็มีการเจรจาสำเร็จในหลายๆ ประเทศ รวมถึงประเทศไทย ในขณะที่ ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย ด้วยการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 3 ครั้ง ในปี 2568 ส่งผลให้ตราสารหนี้ระยะยาว ได้ผลตอบแทนที่ดี และตลาดหุ้น มีความน่าสนใจมากขึ้นจากผลตอบแทนของตราสารหนี้ทยอยปรับตัวลดลง ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนสูง ขยับเข้าสู่ตลาดหุ้นมากขึ้นในปีที่ผ่านมา



4 ธีมการลงทุนในปี 2569

K WEALTH มีมุมมองการลงทุนในปี 2569 แบ่งเป็น 4 Theme การลงทุน ดังนี้


Theme 1 : ช่วงท้ายของวัฎจักรดอกเบี้ยขาลง แต่ยังไม่จบ : สภาพคล่องยังเป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ

ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าสู่วัฏจักรการลดดอกเบี้ย หลังอัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลง ซึ่งการลดดอกเบี้ย จะช่วยให้ลดต้นทุนการกู้ยืมเงิน หนุนการบริโภค การลงทุน และความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นแรงส่งที่สำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เห็นได้จาก คาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของหลายประเทศปรับตัวดีขึ้นเทียบกับปี 2568 ที่ผ่านมา รวมถึงการดำเนินนโยบายการคลังแบบขยายตัวของหลายๆประเทศ กล่าวคือ ตั้งขาดดุลงบประมาณ และก่อหนี้สาธารณะสูงขึ้น (เทียบกับ GDP) ส่งผลให้ระยะสั้น เกิดภาวะสภาพคล่องล้นระบบ เป็นแรงหนุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะตลาดหุ้น


คำแนะนำการลงทุน: แนะนำกองทุน K-WEALTHPLUS SERIES ที่เป็นกองทุนผสม เพื่อได้ประโยชน์จากวัฎจักรดอกเบี้ยขาลงที่ยังไม่จบ และสภาพคล่องล้นระบบ ที่เป็นแรงหนุนต่อตลาดหุ้นด้วย โดยเลือกเน้นสัดส่วนหุ้นมากหรือน้อยได้ เช่น K-WPBALANCED เป็นกองทุนผสม เน้นลงทุนในหุ้น ประมาณ 30% หรือจะเพิ่มสัดส่วนหุ้นขึ้น อย่าง K-WPULTIMATE เป็นกองทุนผสม เน้นลงทุนในหุ้น ประมาณ 85% เป็นต้น


Theme 2 : โอกาสเติบโตจากหุ้นแบบกระจุกสู่แบบกระจายตัว : โอกาสกำลังจะย้ายออกจากตลาดที่โดดเด่นในช่วงก่อนหน้า

นอกจากสภาพคล่องล้นระบบ ที่จะช่วยหนุนตลาดหุ้นแล้ว ยังมีปัจจัยอัตราการเติบโตของผลการดำเนินงาน (EPS Growth) ของตลาดหุ้นโลกที่เร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี 2568 นำโดยดัชนี MSCI EM (กลุ่มประเทศเกิดใหม่) ดัชนี S&P500 และ ดัชนี MSCI ACWI (หุ้นทั่วโลก) ส่วนประมาณการการเติบโตของกำไรในปี 2569 มีการกระจายตัวกว้างขึ้น โดยเฉพาะ ดัชนี MSCI EM (กลุ่มประเทศเกิดใหม่) ที่ถูกปรับประมาณการขึ้นชัดเจน สะท้อนมุมมองความเชื่อมั่นต่อกำไรในปี 2569 ของตลาด สิ่งนี้กำลังบ่งชี้ว่า โครงสร้างกำไรของบริษัทจดทะเบียนทั่วโลกเริ่มสมดุลขึ้น ไม่ได้พึ่งพาสหรัฐฯ เพียงประเทศเดียว เป็นสัญญาณบวกต่อการกระจายตัวลงทุนในหุ้นภูมิภาคอื่น เช่น อินเดีย ที่มีโครงสร้างกำไรที่มีเสถียรภาพมากกว่า จากแรงหนุนชนชั้นกลางที่ขยายตัวและภาคบริการที่เติบโตเร็ว (ส่งผลต่อการบริโภคภายในประเทศ) ทำให้กำไรมีความสม่ำเสมอ และได้รับผลกระทบจากนโยบายการค้าและภูมิรัฐศาสตร์ต่ำกว่าประเทศอื่นๆที่พึ่งพาห่วงโซ่การผลิตของโลกอยู่


คำแนะนำการลงทุน 1) กองทุน K-INDIA เน้นลงทุนในหุ้นอินเดีย 2) แนะนำ กองทุน K-CHINA เน้นลงทุนในหุ้นจีน ที่มีโอกาสฟื้นตัวจาก หุ้นกลุ่มเทคโนโลยี และ 3) กองทุน K-ATECH ซึ่งเน้นลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีแถบเอเชีย ที่ได้แรงหนุนจากการเติบโตของ AI และ Semiconductor และมีความน่าสนใจกว่าหุ้นเทคฯ ฝั่งสหรัฐฯ ในเชิง Valuation


Theme 3 : คลื่นลูกที่สองของกระแส AI : ไม่ใช่แค่หุ้นเทคโนโลยี แต่คือธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวกับ AI

จำนวนเงินลงทุนในเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่องมาจนใกล้จุดสูงสุดเมื่อปี 2000 (ยุค Dot Com) ซึ่งทำให้นักลงทุนมีความกังวลว่าจะเหมือนกับยุควิกฤต Dot Com ด้วยไหม อย่างไรก็ตาม ในครั้งนี้มีความแตกต่างออกไป โดยมีการสะท้อนสัญญาณลงทุนนำการขยายตัว (Investment led Expansion) ที่ชัดขึ้น จาก เงินลงทุนที่เกี่ยวข้องกับ AI (AI-related CAPEX) เกือบแตะ 1.3% ของ GDP ของสหรัฐฯ และเป็นการเร่งอัปเกรดเทคโนโลยีของบริษัทใหญ่เพื่อรองรับยุค AI-First Economy โดยกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากการลงทุนในกระแส AI จะเป็นหุ้นกลุ่มต้นน้ำของ AI เช่น Data Center, โครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับ AI


คำแนะนำการลงทุน: กองทุน K-GINFRA เน้นลงทุนในหุ้นโครงสร้างพื้นฐานที่ได้ประโยชน์จากเทรนด์การเติบโตของกลุ่ม AI เช่น ระบบไฟฟ้า สายส่ง โรงไฟฟ้า ที่เกี่ยวข้องกับการขยายตัวของ Data Center ด้วย


Theme 4 : ความผันผวนยังมีอยู่: ตราสารหนี้คุณภาพคือแกนหลักของพอร์ต

ธนาคารกลางหลายประเทศ ยังมีการดำเนินนโยบายการเงิน (ทิศทางดอกเบี้ย) ที่แตกต่างกัน ความผันผวนของตลาดตราสารหนี้ จะเพิ่มขึ้นจาก

  1. Fed อาจจะปรับลดดอกเบี้ยน้อยกว่าที่ตลาดคาดจากอัตราเงินเฟ้อที่ยังคงสูงอยู่
  2. ความไม่แน่นอนของนโยบายของทรัมป์ เช่น นโยบายภาษี จะส่งผลต่อความผันผวนต่อเศรษฐกิจและการลงทุน และ
  3. ความอิสระของ Fed ที่อาจถูกท้าทาย หลังวาระการดำรงตำแหน่งของนายเจอโรม พาวเวลล์ ประธาน Fed คนปัจจุบันกำลังจะหมดวาระลงในเดือน พ.ค. 2569 ซึ่งว่าที่ประธานคนใหม่ของ Fed อาจจะเป็นคนใกล้ชิดกับทรัมป์ ส่งผลให้ความเป็นอิสระของ Fed มีน้อยลง

ในขณะที่ ตราสารหนี้ (Bond) ในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market : EM) ที่มีอันดับความน่าเชื่อถือแบบ ลงทุนได้ (Investment Grade : IG) ยังน่าสนใจ เนื่องจากเทียบทั้งผลตอบแทนและความเสี่ยงที่ดีกว่า กลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว (Developed Market : DM)


คำแนะนำการลงทุน: แนะนำกองทุน K-GDBOND ที่เน้นลงทุนในตราสารหนี้ภาครัฐและเอกชนที่มีคุณภาพดี (IG)


คำแนะนำการลงทุนในปี 2569

นอกจากมุมมองการลงทุนรับปี 2569 แล้ว แนวทางการรับมือการลงทุนที่ยังคงมีความผันผวนมีอยู่ 2 แนวทาง คือ


แนวทางที่ 1 การลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging (DCA) เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงจากการลงทุนเป็นครั้งๆ แนะนำบริการตัดบัญชีเงินฝากเพื่อซื้อกองทุนอัตโนมัติ ผ่าน K PLUS ได้แล้ว โดยนอกจากกระจายความเสี่ยงแล้ว ยังมีสิทธิได้โปรโมชั่น Cash Back สูงสุด 10,000 บาท เมื่อลงทุนแบบ DCA ในกลุ่มกองทุน FIF, Equity, Balanced และ Tax Saving (RMF, ThaiESG) ที่ร่วมรายการบนช่องทาง K PLUS เงื่อนไข : ต้องลงทุนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5,000 บาท อย่างน้อย 6 เดือน จะได้รับเงินคืน 0.2% ของยอดรวมเงินลงทุน ตลอดระยะเวลาวันที่ 3 ม.ค. – 30 ธ.ค. 69 ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ตาม Link ด้านล่าง


ลงทุนกองทุนรายเดือน (DCA) รับเงินคืนตามเงื่อนไข - ธนาคารกสิกรไทย

แนวทางที่ 2 นอกจากวางแผนเข้าลงทุนแล้ว ควรจะมีวิธีทบทวนพอร์ตการลงทุน เช่น แนวทางการจัดพอร์ตแบบ Core Sat ที่จะแบ่งเป็น

  • พอร์ตหลักเน้นลงทุนระยะยาว (Core Port) 60% เช่น กองทุน K-WealthPLUS Series (K-WPBALANCED, K-WPULTIMATE) และ
  • พอร์ตรองเน้นสร้างผลตอบแทน (Satellite Port) 40%
    • Theme ลงทุนในหุ้นประเทศเกิดใหม่ เช่น กองทุน K-INDIA, K-CHINA, K-ATECH หรือ
    • Theme ลงทุนในหุ้น AI ต้นน้ำ เช่น K-GINFRA เป็นต้น

นักลงทุนสามารถเลือกทบทวนพอร์ตการลงทุนได้ด้วยบริการ Goal-Based Setting ใน K PLUS ได้แล้ววันนี้ เพื่อให้คุณดูเป้าหมายการลงทุนเป็นพอร์ต และทบทวนพอร์ตได้ด้วย ศึกษาได้ตาม Link ด้านล่าง


K PLUS - พอร์ตตามเป้าหมาย | ธนาคารกสิกรไทย

นอกจากแนวทางการลงทุนแล้ว ยังมีมาตรการภาษีของภาครัฐให้ติดตาม เพื่อใช้วางแผนการเงินที่ยังมีความผันผวนอยู่ตลอดปี 2569 ไม่ว่าจะเป็น มาตรการลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา อย่าง บัญชีออมเงินลงทุนบุคคลธรรมดา (Thailand Individual Saving Account : TISA) หรือประกาศกฎหมาย เพื่อให้นำค่าติดต่อ Solar Cell มาใช้ลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดา ได้ตามจริง สูงสุดไม่เกิน 200,000 บาทต่อปี (ผ่านมติ ครม. แล้วรอประกาศเป็นกฎหมาย) เพื่อให้การประหยัดภาษีมาช่วยลดความผันผวนจากการลงทุนเพิ่มเติมได้อีกด้วย


คำเตือน


ผู้เขียน

K WEALTHสุนิติ ถนัดวณิชย์ CFP®

Back to top