สรุปงานสัมมนา Global Fixed Income 2026 : Strategies Beyond The Volatility

กดฟัง
หยุด
  • ตราสารหนี้กลับมาเป็น “เกราะป้องกันให้พอร์ตลงทุน” ในยุคดอกเบี้ยสูง ด้วยโอกาสสร้างรายได้และช่วยลดความผันผวนของพอร์ตลง
  • ตลาดตราสารหนี้ฝั่งเอเชียและตลาดโลกมีบริบทต่างกันโดยเอเชียได้ประโยชน์จากตลาดขาขึ้น (ฟื้นตัว) ขณะที่ตราสารหนี้โลกได้ประโยชน์จากความหลากหลาย ช่วยลดความผันผวนและคุณภาพของตราสารหนี้
  • ระยะเวลา (duration) ที่เหมาะสม และคุณภาพเครดิต เป็นหัวใจของการลงทุนตราสารหนี้เพื่อใช้จัดพอร์ตการลงทุนในระยะถัดไป

ในสถานการณ์ความขัดแย้งของสหรัฐ-อิหร่าน ส่งผลให้ตลาดตราสารหนี้ผันผวนไปด้วย ตลาดตราสารหนี้จะเป็นอย่างไร นักลงทุนที่ต้องการสร้างผลตอบแทนสม่ำเสมอควรลงทุนตราสารหนี้อย่างไร งานสัมมนา Global Fixed Income 2026 : Strategies Beyond The Volatility กลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้ปี 2026 มีคำตอบ สำหรับใครที่พลาดไม่ได้เข้าฟัง K WEALTH สรุปมาให้แล้ว


เกิดอะไรขึ้นกับตลาดตราสารหนี้ในช่วงที่ผ่านมา

ในช่วงก่อนปี 2567 ตลาดตราสารหนี้อยู่ในช่วงตลาดขาลง ได้รับผลกระทบจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า และโรคระบาด อย่าง โควิด 19 ส่งผลให้ความผันผวนเพิ่มขึ้นเป็นระยะ อย่างไรก็ดี ตั้งแต่ปี 2567 เป็นต้นมา สภาพแวดล้อมเริ่มเปลี่ยนไป หลังการผ่อนคลายนโยบายการเงินในหลายประเทศ จากการเริ่มลดอัตราดอกเบี้ยหลังดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง ทำให้ผลการดำเนินงานของตราสารหนี้ฝั่งเอเชียในช่วงปี 2567-2568 กลับมาน่าสนใจมากขึ้นในฐานะแหล่งรายได้และเครื่องมือกระจายความเสี่ยง


ฝั่งเอเชีย ทาง Lombard Odier ชี้ว่า ตลาดเอเชียผ่านช่วงซบเซาต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563-2566 และปี 2567 เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวจากวัฏจักรเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน จากเศรษฐกิจจีนที่ฟื้นตัว และประเทศเอเชียกลายเป็นผู้นำด้าน AI เปิดโอกาสให้ความต้องการด้านการป้องกันประเทศ (Defense), AI และ ธุรกิจเกี่ยวข้องกับพลังงาน (Energy Infrastructure) เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ตราสารหนี้ในภูมิภาคนี้สะท้อนอัตราผลตอบแทนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับความเสี่ยงในหลายประเทศ


ฝั่งตราสารหนี้โลก ทาง PIMCO อธิบายว่า ในช่วงที่ตลาดผันผวน ได้ปรับความยืดหยุ่นของ Duration ของพอร์ตกองทุนตราสารหนี้ ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางทั่วโลกจะชะลอการลดดอกเบี้ยหรืออาจจะปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ส่งผลให้เกิดความผันผวนในตลาด และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรปรับเพิ่มขึ้น (ราคาตราสารหนี้ลดลง) จึงเป็นที่มาของแรงเทขายตราสารหนี้ออกมา ซึ่งทาง PIMCO มองว่า ตลาดกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อมากเกินไป (ราคาตราสารหนี้ที่ปรับลดลงมาเยอะแล้ว มีโอกาสลดลงต่อมาก) เนื่องจากอัตราหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่อยู่ในระดับสูง และตลาดแรงงานที่ผ่อนคลายมากขึ้น ทำให้ปัจจัยเสี่ยงที่อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้นมีไม่มาก


แนวโน้มการลงทุนในตลาดตราสารหนี้

ผู้เชี่ยวชาญจาก Lombard Odier มองว่าสภาวะดอกเบี้ยในปัจจุบันถือเป็น “ยุคของรายได้ประจำ” สำหรับนักลงทุนตราสารหนี้ โดยเฉพาะในเอเชียที่มีโครงสร้างตลาดยังไม่สมบูรณ์เท่าตลาดพัฒนาแล้ว ทำให้มีโอกาสสร้างผลตอบแทนปรับด้วยความเสี่ยงที่น่าสนใจในบางกลุ่มประเทศและอุตสาหกรรม ถึงแม้ตลาดอินเดียจะได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว จากการเป็นผู้บริโภคและนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก แต่ยังมีบางอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบจำกัดจากราคาน้ำมัน ทำให้ตลาดตราสารหนี้อินเดียยังมีความน่าสนใจในฐานะหนึ่งในตราสารหนี้ฝั่งเอเชีย


ด้านผู้เชี่ยวชาญจาก PIMCO เน้นแนวทางบริหารพอร์ตแบบยืดหยุ่นและกระจายทั่วโลก (global diversified approach) การปรับเพิ่มหรือลดระยะเวลา (duration) ตามสภาวะตลาด และการให้น้ำหนักกับตราสารที่มีคุณภาพสูง เช่น พันธบัตรรัฐบาล หรือตราสารที่มีหลักประกันจากภาครัฐ เป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาสมดุลระหว่างรายได้และความผันผวน โดยดูได้จาก Spread ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของ Agency Mortgage Back Securities (Agency MBS) กับ พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ที่เริ่มสูงกว่า ส่วนต่าง ของตราสารหนี้ระดับ Investment Grade (IG) ตั้งแต่ปี 2566 ที่ผ่านมา สะท้อนว่าผลตอบแทนของ Agency MBS ที่สูงกว่า ในขณะที่มีคุณภาพของตราสารดีกว่า (จากการที่ภาครัฐค้ำประกันใน Agency MBS)


โดยรวม แนวโน้มข้างหน้าชี้ว่าตราสารหนี้กลับมามีบทบาทมากขึ้นในพอร์ตระยะยาว ไม่ใช่เพียงเพื่อคาดหวังกำไรระยะสั้น แต่เพื่อสร้างเสถียรภาพของพอร์ตและกระแสรายได้ที่สม่ำเสมอในหลายสถานการณ์เศรษฐกิจ


คำแนะนำการลงทุน

Lombard Odier มีมุมมองต่อกองทุนตราสารหนี้เอเชีย ว่าเป็นสินทรัพย์สร้างรายได้สม่ำเสมอและการกระจายความเสี่ยง เน้นประเทศและผู้ออกตราสารที่มีพื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแรง และได้ประโยชน์จากแนวโน้มระยะยาว เช่น โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และเทคโนโลยีในภูมิภาค โดยกองทุนตราสารหนี้เอเชีย (เน้นลงทุนในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และกระจายหลายประเทศ) อย่างกองทุน K-APB (K-Asia Pacific Bond) หรือกองทุน K-AHY (K-Asia High Yield Bond) เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการเพิ่มรายได้ของพอร์ต และรับความผันผวนในระดับที่ยอมรับได้


มุมมองจาก PIMCO แนะนำกองทุนตราสารหนี้โลก เน้นคุณภาพและสภาพคล่อง การกระจายลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล ตราสารหนี้คุณภาพสูง และตราสารที่มีหลักประกันอย่าง Agency Mortgage Back Security เพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากภูมิรัฐศาสตร์และวัฏจักรเศรษฐกิจ โดยกองทุนตราสารหนี้โลกที่กระจายลงทุนทั้งรัฐบาลและเครดิตคุณภาพ อย่างกองทุน K-GDBOND เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการความมั่นคงและบทบาทลดความผันผวนของพอร์ตในระยะกลางถึงยาว


ทางด้าน บลจ.กสิกรไทย (KAsset) มีคำแนะนำการจัดพอร์ตตราสารหนี้ดังนี้


ใช้การผสมผสานตราสารหนี้เอเชียและตราสารหนี้โลก ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและลดการพึ่งพาความเสี่ยงด้านเดียว การเลือกช่วงอายุตราสาร (Duration) ที่เหมาะสม และการรักษาคุณภาพเครดิต เป็นหัวใจสำคัญในการบริหารพอร์ตในช่วงที่ตลาดยังผันผวน


แนวทางจัดพอร์ตตราสารหนี้โดยพิจารณาจากวัตถุประสงค์ในการลงทุนและระยะเวลาลงทุนเป็นหลัก

  • กระจายสัดส่วนระหว่างตราสารหนี้เอเชียและโลกในกองทุน K-APB และ K-GDBOND
  • เลือกกองทุนที่บริหารเชิงรุกและเน้นคุณภาพ
  • ใช้ตราสารหนี้เป็นสินทรัพย์สร้างเสถียรภาพ ก่อนเติมสินทรัพย์เสี่ยงอื่นตามระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้
  • หากมีระยะเวลาลงทุนไม่เกิน 1 ปี แนะนำกองทุน K-SFPLUS แต่หากมีระยะเวลาลงทุนเกิน 1 ปี แนะนำกองทุน K-FIXED

สำหรับคำแนะนำจากทีม K WEALTH CIO

มองว่าแม้ความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางอาจกดดันเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ แต่อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับขึ้นได้สะท้อนความเสี่ยงไปมากแล้ว จึงช่วยจำกัดความเสี่ยงขาลง (Downside) และเพิ่มความน่าสนใจในการลงทุน

  • กองทุน K-GDBOND: แนะนำถือต่อและทยอยสะสม จากอัตราผลตอบแทน (Yield) ที่ยังอยู่ในระดับสูง หนุนโอกาสสร้างผลตอบแทนในระยะถัดไป นอกจากนี้ การลงทุนในตราสารหนี้คุณภาพดียังช่วยลดความเสี่ยงของพอร์ตได้ในกรณีที่เศรษฐกิจชะลอตัวลง
  • กองทุน K-APB: แนะนำถือต่อ โดยกองทุนมีนโยบายลงทุนในตราสารหนี้เอเชียคุณภาพสูง พอร์ตการลงทุนมุ่งเน้นผู้ออกตราสารที่มีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งและด้วยกองทุนมีอัตราผลตอบแทนเฉลี่ยเมื่อถือจนครบกำหนด (Yield to Maturity) ที่สูง กองทุนจึงเหมาะสำหรับการถือครองเพื่อรับกระแสรายได้จากดอกเบี้ยอย่างต่อเนื่อง

ตราสารหนี้ไม่ได้เป็นเพียงสินทรัพย์ “หลบภัย” แต่กลับมาเป็นพอร์ตการลงทุนหลักได้ การเลือกกองทุนที่เหมาะสมกับเป้าหมาย ระยะเวลาการลงทุน และระดับความเสี่ยงของแต่ละบุคคล ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุด นักลงทุนจึงควรพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ และใช้ตราสารหนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการลงทุนระยะยาวที่สมดุล
หมายเหตุ:
  • ระดับความเสี่ยงกองทุน
    • K-SFPLUS-A, K-FIXED-A ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
    • K-GDBOND, K-APB-A(A) ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
    • K-AHY: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • K-SFPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 90% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ
    • K-APB-A(A): ป้องกันความเสี่ยงไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ
    • K-AHY, K-GDBOND: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
    • K-SFPLUS-A: T+1
    • K-FIXED-A, K-GDBOND: T+2
    • K-APB-A(A), K-AHY: T+5

คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”

  • ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ทั่วไป ผู้ใช้จึงต้องระมัดระวังด้วยวิจารณญาณและรับผิดชอบในความเสี่ยงด้วยตนเอง

ผู้เขียน

K WEALTHสุนิติ ถนัดวณิชย์ CFP®

Back to top