-
เงินเฟ้อไทยเดือนเมษายนพุ่ง 2.89% เทียบกับปีก่อนหน้า สูงกว่าที่ตลาดคาด จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
- เงินเฟ้อไทยกลับมาขยายตัวในรอบนี้เป็นแรงกดดันด้านต้นทุนมากกว่าการเร่งตัวของอุปสงค์ในประเทศ
-
K WEALTH ยังคงมุมมอง Neutral ต่อหุ้นไทย โดยเน้นเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังในกองทุนหุ้นไทย หรือกองทุนที่มีกระแสรายได้สม่ำเสมอ/หุ้นปันผลสูง เช่น K-VALUE ส่วนตราสารหนี้ไทย ยังคงมุมมอง Slightly Positive โดยยังคงเป็นสินทรัพย์หลักสำหรับพักเงินและกระจายความเสี่ยงในพอร์ต และพิจารณากระจายบางส่วนไปยังตราสารหนี้โลก เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยงของพอร์ต
Market Update
วันที่ 6 พ.ค. 2569 เงินเฟ้อไทยเดือนเมษายนพุ่ง 2.89% เทียบกับปีก่อนหน้า (+2.75% เทียบกับเดือนก่อนหน้า) สูงกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 2.20% เทียบกับปีก่อนหน้า อย่างมีนัยสำคัญ
จุดเปลี่ยนสำคัญ เงินเฟ้อพลิกกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 13 เดือน หลังจากอยู่ในภาวะเงินฝืดต่อเนื่องยาวนานที่สุดนับตั้งแต่ช่วงโควิด จากราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้นจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผ่านมายังค่าโดยสารสาธารณะและราคาอาหาร
Core Inflation (ไม่รวมพลังงาน-อาหารสด) อยู่ที่ 0.83% YoY สูงกว่าคาด สะท้อนอุปสงค์ในประเทศที่ยังไม่แข็งแกร่งนัก ขณะที่ headline ใกล้ขอบบนของกรอบ 1–3% ของ ธปท.
นัยต่อนโยบายการเงิน: ธปท. คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ในการประชุมเดือนเมษายน 2026 ประเมินว่าระดับดอกเบี้ยปัจจุบันเหมาะสมเพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจท่ามกลางความไม่แน่นอนสูง โดยเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นหลัก โอกาสลดดอกเบี้ยในระยะสั้นจึงจำกัดลง
มุมมองระยะข้างหน้า
- ธปท. คาดเงินเฟ้อเฉลี่ยทั้งปี 2026 อยู่ที่ 2.9% เร่งตัวขึ้นจาก -0.5% ในไตรมาสแรก ก่อนจะชะลอกลับมาที่ 1.5% ในปี
ความเสี่ยงที่ต้องจับตา
- ไทยเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ ทำให้ราคาพลังงานโลกส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพในประเทศค่อนข้างเร็ว
คำแนะนำการลงทุน
- เงินเฟ้อไทยที่พลิกกลับมาขยายตัวในรอบนี้เป็นแรงกดดันด้านต้นทุน มากกว่าการเร่งตัวของอุปสงค์ในประเทศ จึงยังไม่ใช่สัญญาณว่าเศรษฐกิจไทยร้อนแรงอย่างชัดเจน ต้นทุนที่สูงขึ้นอาจกดดันกำไรภาคธุรกิจในระยะสั้น ทำให้เรายังคงมุมมอง Neutral ต่อหุ้นไทย โดยเน้นเลือกลงทุนอย่างระมัดระวังในกองทุนหุ้นไทย กองทุนหุ้นไทยที่ได้ประโยชน์ทางภาษี หรือกองทุนที่มีกระแสรายได้สม่ำเสมอ/หุ้นปันผลสูง เช่น K-VALUE
- สำหรับตราสารหนี้ไทย เรายังคงมุมมอง Slightly Positive โดยยังคงเป็นสินทรัพย์หลักสำหรับ พักเงินและกระจายความเสี่ยงในพอร์ต ช่วยลดแรงกระแทกจากความผันผวนของตลาด พร้อมสร้างรายได้ดอกเบี้ยที่สม่ำเสมอในช่วงที่ภาพรวมเศรษฐกิจยังไม่ชัดเจน ขณะเดียวกัน นักลงทุนสามารถพิจารณากระจายบางส่วนไปยังตราสารหนี้โลก โดยใช้จังหวะที่ตลาดปรับฐานทยอยสะสม เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนและกระจายความเสี่ยงของพอร์ตในระยะถัดไป
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-SF, K-SFPLUS: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
- K-GDBOND, K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- K-WPULTIMATE, K-VALUE: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-SF, K-SFPLUS: ป้องกันความเสี่ยงเต็มจำนวน
- K-GDBOND, K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-WPULTIMATE: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์))
- K-SF, K-SFPLUS: T+1
- K-GDBOND: T+2
- K-VALUE: T+3
- K-WPBALANCED, K-WPSPEEDUP, K-WPULTIMATE: T+6