ขยายเวลา 3 มาตรการภาษี ใครได้ประโยชน์

สรุปมติครม. ขยายเวลามาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์แบบเข้าใจง่าย และใครได้รับประโยชน์

กดฟัง
หยุด
  • ครม. มีมติขยายเวลามาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax) และสิทธิประโยชน์ลดหย่อนภาษี 2 เท่าผ่านระบบ e-Donation ออกไปจนถึงสิ้นปี 2570 เอื้อประโยชน์ให้ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการที่ต้องการลดต้นทุนดำเนินงาน และบุคคลธรรมดาที่ต้องการเครื่องมือลดหย่อนภาษีที่มีประสิทธิภาพ
  • ​ ​ นอกเหนือจากการลดหย่อนภาษีด้วยการบริจาคเงินแล้ว นักลงทุนยังใช้สิทธิลดหย่อนภาษีเพิ่มจากการลงทุนในกองทุน Thai ESG และ RMF รวมถึงประกันชีวิต เพื่อวางแผนภาษีปีนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ได้โปรโมชันและไม่จำเป็นต้องไปรอลุ้น NAV กองทุนปลายปี

ภาษีอาจดูเป็นเรื่องของตัวเลขและกฎเกณฑ์ แต่ในมุมของการบริหารความมั่งคั่ง ภาษีคือหนึ่งในเครื่องมือที่ส่งผลต่อกระแสเงินสด ต้นทุน และความคล่องตัวทางการเงินโดยตรง มาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ล่าสุดของ ครม. ส่งสัญญาณว่าระบบภาษีไทยกำลังก้าวสู่ยุคดิจิทัลอย่างจริงจัง และคนที่เข้าใจการเปลี่ยนแปลงนี้ก่อน ย่อมมองเห็นโอกาสได้ก่อน


สรุปมติ ครม. ขยายเวลามาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2569 ได้อนุมัติขยายระยะเวลามาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมระบบภาษีอิเล็กทรอนิกส์และการบริจาคเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยมีเป้าหมายในการผลักดันให้ประเทศไทยก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งมาตรการหลักแบ่งออกเป็น 3 ด้านสำคัญ ดังนี้


​มาตรการภาษีอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax)​
​รายละเอียดสิทธิประโยชน์ใหม่
​ระยะเวลาสิ้นสุดมาตรการ
​e-Donation เพื่อการศึกษาและกีฬา
(ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์)
​บุคคลธรรมดาและนิติบุคคลนำยอดเงินบริจาคเพื่อสนับสนุนการศึกษาและการกีฬาผ่านระบบ e-Donation มาหักลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า ของที่จ่ายจริง
​31 ธันวาคม 2570
(มีผลย้อนหลังตั้งแต่ต้นปี 2568)
​e-Tax Invoice & e-Receipt
(ใบกำกับภาษีและใบรับอิเล็กทรอนิกส์)
​หักรายจ่ายลงทุนในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศได้ 2 เท่า ของรายจ่ายจริง
​31 ธันวาคม 2570
​e-Withholding Tax​(ระบบภาษีหัก ณ ที่จ่ายอิเล็กทรอนิกส์)
​ลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ผ่านระบบ e-Withholding Tax เหลือ 1% (จากเดิม 2-5%) สำหรับการจ่ายเงินได้ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
​31 ธันวาคม 2570

เจาะลึกเงื่อนไข e-Donation ลดหย่อนภาษี 2 เท่าเพื่อการศึกษาและการกีฬา

สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการบริจาคเงินผ่านระบบ e-Donation (ระบบบริจาคอิเล็กทรอนิกส์ของกรมสรรพากร) ได้รับการต่ออายุออกไปอีก 3 ปีภาษี (ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2568 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2570) ซึ่งความพิเศษของรอบนี้คือ มีผลบังคับย้อนหลังครอบคลุมปีภาษี 2568 ทำให้ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาที่ได้ยื่นแบบภาษีปี 2568 ไปแล้ว สามารถทำเรื่องยื่นแบบเพิ่มเติมเพื่อขอรับเงินคืนภาษีหลังจากที่กฎหมายมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ


การรับสิทธิลดหย่อน 2 เท่าผ่านระบบ e-Donation จะต้องบริจาคเป็นเงิน ด้วยการสแกนผ่าน QR Code ของระบบ e-Donation ให้กับหน่วยงานที่ได้รับการรับรองเท่านั้น โดยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลักดังนี้

  • หน่วยงานด้านการศึกษา ครอบคลุมสถานศึกษาของรัฐ โรงเรียนเอกชน (ไม่รวมโรงเรียนนอกระบบ) สถาบันอุดมศึกษาเอกชน สถานศึกษาที่จัดตั้งขึ้นในประเทศไทยตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับทบวงการชำนัญพิเศษแห่งสหประชาชาติ และสถาบันอุดมศึกษาที่มีศักยภาพสูงจากต่างประเทศ
  • หน่วยงานด้านการกีฬา ครอบคลุมการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) คณะกรรมการกีฬาจังหวัด สมาคมกีฬาแห่งจังหวัด สมาคมกีฬาที่ใช้คำว่า "แห่งประเทศไทย" หรือกองทุนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการกีฬาแห่งประเทศไทย และกรมพลศึกษา

ถ้าไม่มั่นใจว่าหน่วยงานที่ตั้งใจจะบริจาคอยู่ใน 2 กลุ่มนี้หรือไม่ สามารถตรวจสอบรายชื่อได้ที่เว็บไซต์กรมสรรพากร https://www.rd.go.th/29157.html


ใครได้รับประโยชน์จากมาตรการภาษีระลอกใหม่นี้

การขยายมาตรการภาษีครั้งนี้แน่นอนว่าส่งผลดีต่อภาพรวมเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศ แต่ก็ถือว่าเป็นการสร้างผลประโยชน์เชิงกลยุทธ์ร่วมกัน (Win-Win) ให้แก่ทั้งกลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและภาคธุรกิจด้วย

  • กลุ่มผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีทางเลือกในการบริหารจัดการภาษีที่มีความยืดหยุ่นสูงขึ้น การบริจาคผ่านระบบ e-Donation ไม่เพียงช่วยสนับสนุนเยาวชนและการกีฬา แต่ยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือ "ลดหย่อนภาษีทันที" โดยไม่ต้องถือครองสินทรัพย์ระยะยาว ช่วยให้ผู้มีรายได้สูงสามารถลดฐานภาษีลงได้อย่างรวดเร็ว และช่วยส่งเสริมพลังใจจากการที่ได้เป็นผู้ให้และแบ่งปัน
  • กลุ่มผู้ประกอบการและ SMEs ช่วยเพิ่มกระแสเงินสดจากการลดอัตราภาษีหัก ณ ที่จ่าย ผ่านระบบ e-Withholding Tax เหลือเพียง 1% ทำให้ธุรกิจมีสภาพคล่องหมุนเวียนมากขึ้นแม้จะรับงานหรือค่าจ้างตามสัญญาเท่าเดิม อีกทั้งยังจูงใจให้ลงทุนปรับปรุงระบบไอทีเพื่อรองรับ e-Tax Invoice & e-Receipt ซึ่งหักค่าใช้จ่ายได้ถึง 2 เท่า ช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการเอกสารระยะยาว

เริ่มต้นวางแผนภาษี

สำหรับกลุ่มผู้ประกอบการและ SMEs ที่เป็นนิติบุคคล การวางแผนภาษีควรปรึกษาคนทำบัญชีว่ามีรายจ่ายใดที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสามารถลงบัญชีได้อีกบ้าง เช่น เงินเดือนผู้บริหาร สวัสดิการประกันชีวิต/ประกันสุขภาพ เป็นต้น ส่วนกลุ่มบุคคลธรรมดา ไม่ว่าจะเป็นพนักงานประจำ Freelance หรือทำธุรกิจในนามบุคคล ที่มีรายได้ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา การวางแผนภาษีควรผสมผสานเครื่องมือต่างๆ เข้าด้วยกันเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด ดังนี้

  1. ใช้สิทธิ Thai ESG เต็มโควตา ลงทุนได้ไม่เกิน 30% ของเงินได้พึงประเมิน สูงสุดไม่เกิน 300,000 บาท (ไม่นับรวมกับวงเงินกลุ่มเกษียณ 500,000 บาท) เพื่อสร้างโอกาสเติบโตในหุ้นไทยที่ผ่านเกณฑ์ ESG และได้รับสิทธิถือครองสั้นเพียง 5 ปี นับแบบวันชนวัน ซึ่งจากเกณฑ์ปัจจุบันหากยังไม่มีประกาศเปลี่ยนแปลง ปี 2569 นี้ จะเป็นปีสุดท้าย ที่ลงทุนเพื่อใช้สิทธิส่วนนี้ได้
  2. เติมพอร์ตเกษียณด้วย RMF หากยังมีฐานรายได้สูงหรือต้องการมีเงินใช้หลังเกษียณ ให้ลงทุนในกองทุน RMF ร่วมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมกันไม่เกิน 500,000 บาท เพื่อสะสมเงินทุนระยะยาวและสร้างพอร์ตให้เติบโต
  3. ใช้สิทธิลดหย่อนภาษีจากประกันชีวิต เพื่อสร้างผลตอบแทนที่แน่นอนตามสัญญา อย่าง “ประกันออมสั้น ขยันคืนทุกปี 14/3” ที่จ่ายเบี้ยสั้น 3 ปี แต่คุ้มครองยาว โดยเลือกชำระเบี้ยเป็นรายปีหรือรายเดือน และมีเงินคืนทุกปี
  4. ปิดท้ายด้วย e-Donation ใช้สิทธิบริจาคผ่านระบบ e-Donation เพื่อการศึกษาและกีฬา เพื่อหักลดหย่อนเพิ่มเป็น 2 เท่าของยอดบริจาคจริง แต่ต้องไม่เกิน 10% ของเงินได้สุทธิก่อนหักลดหย่อนบริจาคทั่วไป วิธีนี้จะช่วยลดหย่อนส่วนที่เหลือได้อย่างรวดเร็ว



นอกจากนี้ หากลงทุนในกองทุนลดหย่อนภาษีช่วงนี้ยังได้รับโปรโมชันเพิ่มอีกต่อ

  • เมื่อซื้อกองทุนลดหย่อนภาษีกับธนาคารกสิกรไทย ผ่านทุกช่องทางของธนาคาร (K PLUS และ/หรือ K-My Funds และ/หรือ K-Cyber Invest และ/หรือ สาขาของธนาคาร และ/หรือ บลจ.กสิกรไทย) ที่มียอดชำระค่ากองทุนลดหย่อนภาษีผ่านบัตรเครดิตธนาคารกสิกรไทยที่ร่วมรายการ ทุกยอดชำระ 50,000 บาท รับ Starbucks e-coupon 100 บาท ตั้งแต่วันที่ 15 พ.ค. 2569 – 31 ก.ค. 2569
  • ผู้ถือบัตรต้องลงทะเบียนผ่าน K PLUS ภายในวันที่ทำรายการซื้อกองทุนเท่านั้น (ลงทะเบียนครั้งเดียวตลอดรายการ)

สำหรับคนทั่วไปที่มีรายได้ นี่คือสัญญาณเตือนว่าเรื่องภาษีไม่ได้อยู่ไกลตัวอีกต่อไป เพราะมันเชื่อมโยงกับ “เงินสดในมือ” และ “ความยืดหยุ่นทางการเงิน” ของเราโดยตรง ยิ่งเริ่มต้นวางแผนเร็ว ก็ยิ่งมีโอกาสใช้สิทธิลดหย่อนภาษีได้ครบถ้วนและมีประสิทธิภาพมากขึ้น


หมายเหตุ:
  • ระดับความเสี่ยงกองทุน
    • K-ESGSI-ThaiESG: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 3
    • K-BL30-ThaiESG, K-WPBALRMF: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
    • K-US500XRMF: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • K-ESGSI-ThaiESG, K-BL30-ThaiESG: ป้องกันความเสี่ยงทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด
    • K-WPBALRMF, K-US500XRMF: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
    • K-ESGSI-ThaiESG, K-BL30-ThaiESG: T+2
    • K-US500XRMF: T+3
    • K-WPBALRMF: T+5


คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

K WEALTHสุวิมล ยิ่งเจริญรุ่งโรจน์ CFP®

Back to top