ยุโรปและจีน: สองเส้นทางฟื้นตัวที่ต้องเลือกลงทุนให้ถูกจังหวะ

กดฟัง
หยุด
  • ยุโรปกำลังเผชิญแรงกดดันระยะสั้นจากต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวช้ากว่าที่เคยคาด และธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจลดดอกเบี้ยได้ไม่เร็วมาก แม้ยุโรปจะมีความพร้อมรับมือวิกฤตพลังงานมากกว่าปี 2565 แต่ภาพรวมตลาดหุ้นยุโรปยังไม่ได้อยู่ในจุดที่แนะนำให้เพิ่มการลงทุนโดยตรง
  • ​ ​ จีนยังเผชิญแรงกดดันจากภาคอสังหาริมทรัพย์ การลงทุนของเอกชน และการบริโภคที่อ่อนแรง ทำให้ยังไม่แนะนำให้ลงทุนโดยตรงในตลาดหุ้นจีนโดยรวม อย่างไรก็ตาม บางกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยี เช่น AI การผลิตขั้นสูง เซมิคอนดักเตอร์ และบริการดิจิทัล ยังมีแนวโน้มเติบโตและสอดคล้องกับทิศทางนโยบาย
  • ​ ​ ภาพรวมการลงทุนยังไม่แนะนำให้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปหรือจีนแบบตรงๆ แต่ยังคงมี exposure ในธีมเทคโนโลยีและธุรกิจที่ได้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ผ่านกองทุนที่อยู่ในคำแนะนำ เช่น ES-GTECH และ K-ATECH เป็นต้น

ยุโรป: เศรษฐกิจชะลอ แต่การลงทุนเชิงโครงสร้างยังเดินหน้า

ภาพยุโรปในปี 2569 ถูกกดดันจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นมากกว่าการฟื้นตัวตามปกติ คณะกรรมาธิการยุโรปปรับคาดการณ์เศรษฐกิจสหภาพยุโรปปี 2569 เหลือเติบโต 1.1% จาก 1.5% ในปี 2568 ขณะที่เงินเฟ้อเพิ่มเป็น 3.1% จาก 2.5% ส่งผลให้กำลังซื้อของครัวเรือนและกำไรของภาคอุตสาหกรรมถูกกดดัน แม้ตลาดแรงงานยังไม่อ่อนแอมาก แต่การบริโภคและการลงทุนมีแนวโน้มโตได้จำกัด


กราฟ 1: European Commission คาดว่า GDP เติบโต 1.1% และเงินเฟ้อ 3.1% ในปี 2569; ตัวเลขปี 2570 เป็นประมาณการ


อย่างไรก็ดี สถานการณ์รอบนี้ต่างจากวิกฤตก๊าซในปี 2565 เพราะตลาดน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลวสามารถปรับเส้นทางการค้าได้มากขึ้น ขณะเดียวกันยุโรปลดการใช้พลังงานฟอสซิลและเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน จึงช่วยลดผลกระทบจากราคาพลังงานต่อค่าไฟได้บางส่วน ภาพรวมจึงควรมองว่าเศรษฐกิจยุโรป “ชะลอ” มากกว่าจะเป็นวิกฤตใหญ่ในกรณีหลักที่เราประเมินไว้


ในเชิงการลงทุน การซื้อหุ้นยุโรปทั้งดัชนียังไม่ใช่ทางเลือกที่เด่น เพราะเศรษฐกิจเติบโตไม่มาก การส่งออกยังถูกกดดัน และโอกาสลดดอกเบี้ยมีจำกัด แต่ยังมีโอกาสในธุรกิจที่ช่วยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้าและเพิ่มความมั่นคงของภูมิภาค เช่น ระบบโครงข่ายไฟฟ้า พลังงานสะอาด การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ ระบบอัตโนมัติในโรงงาน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ และบริษัทคุณภาพดีที่สามารถบริหารต้นทุนได้ดี ขณะที่กลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือยและอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานมากควรลงทุนอย่างระมัดระวัง


จีน: ภาคใหม่ยังโต แต่ต้องรออุปสงค์ในประเทศกลับมา

ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง GDP ไตรมาส 2 ปี 2569 เติบโต 4.3% จากปีก่อน ชะลอลงจาก 5.0% ในไตรมาสแรก ขณะที่ยอดค้าปลีกเดือนกรกฎาคมโตเพียง 0.6% และการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรช่วง 7 เดือนแรกหดตัว 6.7% โดยภาคอสังหาริมทรัพย์ยังหดตัวแรงถึง 19.2% ภาพนี้สะท้อนว่ารายได้ ความเชื่อมั่น และภาคอสังหาริมทรัพย์ยังไม่ฟื้นตัวกว้างพอที่จะหนุนตลาดหุ้นจีนทั้งดัชนี


กราฟ 2: ข้อมูล 7 เดือนแรกของปี 2569 แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจกลุ่มเทคโนโลยีและเศรษฐกิจใหม่ยังโตได้ดีกว่าอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนโดยรวม


ในอีกด้านหนึ่ง เครื่องยนต์ใหม่ของจีนเริ่มชัดเจนขึ้น การผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงโต 13.8% การลงทุนด้านทรัพย์สินทางปัญญาโต 9.1% และบริการด้านข้อมูลและซอฟต์แวร์โต 10.6% ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจที่จีนต้องการผลักดัน ได้แก่ เทคโนโลยี การยกระดับการผลิต และการบริโภคดิจิทัล ขณะเดียวกัน IMF มองว่าจีนยังต้องใช้นโยบายการคลังและการเงินเพิ่มเติม รวมถึงเพิ่มสวัสดิการสังคม เพื่อช่วยให้การบริโภคกลับมาเป็นแรงขับเคลื่อนหลักได้อย่างยั่งยืน


ดังนั้น การลงทุนจีนควรเลือกลงทุนเฉพาะกลุ่ม มากกว่าการเพิ่มน้ำหนักลงทุนทั้งตลาดในตอนนี้ กลุ่มที่น่าสนใจ ได้แก่ เทคโนโลยีในประเทศจีน เซมิคอนดักเตอร์ ระบบอัตโนมัติ ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ AI ตลอดห่วงโซ่ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และบริการดิจิทัล เพราะได้แรงหนุนจากนโยบายและมีแนวโน้มรายได้ที่ต่างจากกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ส่วนกลุ่มที่ต้องพึ่งพาการฟื้นตัวของผู้บริโภคหรืออสังหาริมทรัพย์ ยังควรรอหลักฐานที่ชัดเจนว่ามาตรการกระตุ้นช่วยให้ความเชื่อมั่นฟื้นจริง


สรุป: ยังไม่แนะนำลงทุนตรงในยุโรปและจีน แต่มี exposure ผ่านธีมเทคโนโลยี

โดยสรุป ณ ปัจจุบันเราไม่ได้แนะนำให้ลงทุนโดยตรงในตลาดหุ้นยุโรปและจีน เนื่องจากภาพเศรษฐกิจยังมีแรงกดดันและการฟื้นตัวยังไม่กระจายตัวทั่วทั้งตลาด อย่างไรก็ดี พอร์ตที่เราแนะนำยังมี exposure ในกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ผ่านกองทุน เช่น ES-GTECH และ K-ATECH เป็นต้น


ยุโรป ยังไม่แนะนำลงทุนตรง:

ภาพเศรษฐกิจยังถูกกดดันจากต้นทุนพลังงาน เงินเฟ้อ และการเติบโตที่จำกัด จึงยังไม่ใช่จังหวะเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นยุโรปโดยตรง


จีน ยังไม่แนะนำลงทุนตรงทั้งตลาด:

เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่ทั่วถึง แต่ยังมี exposure ในธีมเทคโนโลยี AI และการผลิตขั้นสูงผ่านกองทุนแนะนำ เช่น ES-GTECH และ K-ATECH


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : European Commission (May 2026); ECB (Jul 2026); NBS China (Jul/Aug 2026); IMF (Feb 2026).


หมายเหตุ:
  • ระดับความเสี่ยงกองทุน
    • K-ATECH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
    • ES-GTECH: ความเสี่ยงกองทุนระดับ 7
  • นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
    • K-ATECH, ES-GTECH: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
  • ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์)
    • K-ATECH, ES-GTECH: T+4

คำเตือน

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน”

ผู้เขียน

K WEALTHชาญณรงค์ กิตินารถอินทราณี, CFA

Back to top