ทำความรู้จัก DXY ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index)

กดฟัง
หยุด
  • ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (Dollar Index) หรือ DXY เป็นเครื่องมือสำคัญที่ใช้วัดมูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก 6 สกุล โดยเฉพาะสกุลเงินยูโรที่มีน้ำหนักมากที่สุดถึง 57.6%
  • การเคลื่อนไหวของดัชนี DXY มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อตลาดการเงินโลก ทั้งค่าเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ และการไหลเวียนของเงินทุนในตลาดหุ้นทั่วโลก
  • K WEALTH แนะนำให้นักลงทุนติดตามดัชนี DXY เพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน พร้อมปรับพอร์ตการลงทุนให้สอดคล้องกับทิศทางของดัชนี

หลายคนคงเคยได้ยินข่าวความเคลื่อนไหวของสกุลเงินต่างๆ เช่น เงินบาทอ่อนค่า เงินเยนแข็งค่า เทียบกับดอลลอร์ เพราะดอลลาร์เป็นสกุลเงินหลักของโลก แต่เคยสงสัยไหมว่า ดอลลอร์แข็งค่า อ่อนค่าจะเทียบกับอะไร ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ หรือ DXY คือคำตอบ แล้วดัชนีดอลลาร์คืออะไร ส่งผลอย่างไรต่อตลาดการเงินโลก ติดตามได้จากบทความนี้


ทำความรู้จักดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY)

ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ หรือ U.S. Dollar Index (DXY) เป็นดัชนีที่ใช้วัดมูลค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินหลัก 6 สกุล ได้แก่ ยูโร (EUR), เยน (JPY), ปอนด์สเตอร์ลิง (GBP), ดอลลาร์แคนาดา (CAD), โครนาสวีเดน (SEK), และ ฟรังก์สวิส (CHF) โดยแต่ละสกุลเงินมีน้ำหนักแตกต่างกัน ดังนี้


  • ยูโร (EUR): 57.6%
  • เยน (JPY): 13.6%
  • ปอนด์สเตอร์ลิง (GBP): 11.9%
  • ดอลลาร์แคนาดา (CAD): 9.1%
  • โครนาสวีเดน (SEK): 4.2%
  • ฟรังก์สวิส (CHF): 3.6%

ดัชนี DXY ถูกกำหนดขึ้นในปีค.ศ. 1973 โดยธนาคารกลางสหรัฐฯ (Federal Reserve) หลังจากการล่มสลายของระบบ Bretton Woods ที่ใช้ทองคำเป็นมาตรฐาน โดยกำหนดให้ค่าฐานของดัชนีอยู่ที่ 100


วิธีอ่านค่าและตีความดัชนีดอลลาร์สหรัฐ

การอ่านค่าดัชนี DXY มีหลักการพื้นฐานดังนี้


  • หากดัชนีสูงกว่า 100 แสดงว่า ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงิน
  • หากดัชนีต่ำกว่า 100 แสดงว่า ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงิน

ตัวอย่าง หากดัชนี DXY เพิ่มขึ้นจาก 100 เป็น 105 หมายความว่า ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น 5% เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงิน


ทั้งนี้ การที่ค่าเงินแข็งค่า หมายความว่า เงินสกุลนั้นมีค่ามากขึ้นเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น สามารถซื้อของได้มากขึ้น หรือแลกเป็นเงินสกุลเงินอื่นได้มากขึ้น ในทางตรงกันข้าม การที่ค่าเงินอ่อนค่า หมายความว่า เงินสกุลนั้นมีค่าน้อยลงเมื่อเทียบกับเงินสกุลอื่น สามารถซื้อของได้น้อยลง ถ้าจะซื้อของเท่าเดิมต้องใช้เงินมากขึ้น หรือแลกเป็นเงินสกุลเงินอื่นได้น้อยลงนั่นเอง


ผลกระทบของดัชนี DXY ต่อตลาดการเงินโลก

  1. ผลกระทบต่อค่าเงิน
    • เมื่อดัชนี DXY แข็งค่า มักส่งผลให้สกุลเงินในตะกร้าและสกุลเงินอื่นๆ รวมถึงเงินบาทอ่อนค่าลง
    • การเคลื่อนไหวของดัชนี DXY มีความสัมพันธ์แบบผกผันกับคู่เงิน EUR/USD เนื่องจากสกุลเงินยูโรมีน้ำหนักมากที่สุดในตะกร้า
  2. ผลกระทบต่อสินค้าโภคภัณฑ์
    • ราคาทองคำมักเคลื่อนไหวในทิศทางตรงข้ามกับดัชนี DXY เนื่องจากทองคำซื้อขายกันในสกุลดอลลาร์สหรัฐ
    • ราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์อื่นๆ มักปรับตัวลงเมื่อดัชนี DXY แข็งค่า เพราะต้นทุนการซื้อสูงขึ้นสำหรับประเทศที่ใช้สกุลเงินอื่น
  3. ผลกระทบต่อตลาดหุ้น
  4. ดัชนี DXY แข็งค่า มักส่งผลลบต่อกำไรของบริษัทสหรัฐฯ ที่มีรายได้จากต่างประเทศ
  5. ตลาดหุ้นในประเทศเกิดใหม่ (Emerging Markets) มักได้รับผลกระทบเชิงลบเมื่อดัชนี DXY แข็งค่า เนื่องจากนักลงทุนมักจะถอนเงินกลับประเทศพัฒนาแล้ว

กลยุทธ์การลงทุนตามทิศทางดัชนี DXY

K WEALTH ขอแนะนำกลยุทธ์การลงทุนเบื้องต้นตามสถานการณ์ดังนี้


  1. ช่วงดัชนี DXY แข็งค่า
    • พิจารณาลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ที่เน้นรายได้ภายในประเทศ
    • ลดสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยเฉพาะการลงทุนในตลาดเกิดใหม่
    • ระมัดระวังการลงทุนในทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์
  2. ช่วงดัชนี DXY อ่อนค่า
    • เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตลาดเกิดใหม่
    • พิจารณาลงทุนในทองคำและสินค้าโภคภัณฑ์
    • ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ที่มีรายได้จากต่างประเทศสูง

ทฤษฎี Dollar Smile กับการวิเคราะห์ดัชนี DXY

ทฤษฎี Dollar Smile อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างค่าเงินดอลลาร์สหรัฐกับภาวะเศรษฐกิจโลก โดยแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่


  1. ช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ ดอลลาร์แข็งค่าจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย
  2. ช่วงฟื้นตัวเศรษฐกิจ ดอลลาร์อ่อนค่าเนื่องจากนักลงทุนกล้าเสี่ยงมากขึ้น
  3. ช่วงเศรษฐกิจเติบโตแข็งแกร่ง ดอลลาร์กลับมาแข็งค่าจากปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี

คำแนะนำสำหรับนักลงทุน

  1. ติดตามปัจจัยที่มีผลต่อดัชนี DXY อย่างใกล้ชิด
    • นโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ และธนาคารกลางหลัก
    • ตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า
    • สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างประเทศ
  2. กระจายการลงทุน
    • ไม่ควรลงทุนกระจุกตัวในสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่ง
    • พิจารณาลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์กับดัชนี DXY ในทิศทางที่แตกต่างกัน
  3. ปรับพอร์ตตามวัฏจักรเศรษฐกิจ
    • ใช้ทฤษฎี Dollar Smile ประกอบการตัดสินใจลงทุน
    • ปรับสัดส่วนการลงทุนให้สอดคล้องกับแนวโน้มดัชนี DXY

เครื่องมือติดตามดัชนีดอลลาร์สหรัฐ

นักลงทุนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวของดัชนีดอลลาร์สหรัฐผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้


  1. แพลตฟอร์มการเงินระดับโลก
    • Bloomberg Terminal: ให้ข้อมูลแบบเรียลไทม์พร้อมเครื่องมือวิเคราะห์ขั้นสูง (สำหรับนักลงทุนสถาบัน)
    • Reuters Eikon: นำเสนอข้อมูลและบทวิเคราะห์เชิงลึก
    • TradingView: แพลตฟอร์มยอดนิยมที่ให้บริการกราฟและเครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค
  2. แอปพลิเคชันมือถือ
    • Investing.com: ติดตามข้อมูลดัชนี DXY แบบเรียลไทม์พร้อมข่าวสารและบทวิเคราะห์
    • ForexFactory: ให้ข้อมูลดัชนี DXY พร้อมปฏิทินเศรษฐกิจที่มีผลต่อการเคลื่อนไหว
    • MetaTrader 4/5: แพลตฟอร์มยอดนิยมสำหรับการติดตามและวิเคราะห์ทางเทคนิค
  3. เว็บไซต์ข้อมูลการเงิน
    • MarketWatch.com: อัปเดตข้อมูลดัชนี DXY พร้อมบทวิเคราะห์และข่าวสารที่เกี่ยวข้อง
    • Finance.yahoo.com: ให้ข้อมูลย้อนหลังและกราฟวิเคราะห์ประกอบ

สำหรับนักลงทุนที่ไม่ได้ติดตามดัชนีดอลลาร์สหรัฐหรือค่าเงินก็สามารถลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ผ่านกองทุนรวมที่นำเงินไปลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ได้ อย่าง กองทุน K-USA-A(A)* ที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นของบริษัทสหรัฐอเมริกาขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีศักยภาพการเติบโตสูง


ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) เป็นเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนควรติดตามเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน เนื่องจากมีผลกระทบต่อสินทรัพย์หลากหลายประเภท การเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดัชนี DXY กับสินทรัพย์ต่างๆ จะช่วยให้นักลงทุนสามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้อย่างเหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป


ขอขอบคุณข้อมูลจาก : บลจ.กสิกรไทย, ธนาคารแห่งประเทศไทย



คำเตือน

กองทุนK-USA-A(A) มีระดับความเสี่ยงที่ 6 (จากสูงสุด 8 ระดับ)

กองทุน K-USA-A(A) มีนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนไม่น้อยกว่า 75% ของมูลค่าเงินลงทุนต่างประเทศ

Disclaimer: “ทำความเข้าใจลักษณะสินค้า เงื่อนไขผลตอบแทนและความเสี่ยงก่อนการตัดสินใจลงทุน"

ผู้เขียน

K WEATLHสุวิมล ยิ่งเจริญรุ่งโรจน์ CFP®

Back to top