ในโลกของการลงทุนที่มีความซับซ้อนและความผันผวน การมีเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจลงทุนอย่างมีหลักการถือเป็นสิ่งสำคัญ โดยหนึ่งในเครื่องมือพื้นฐานที่นักลงทุนทั่วโลกนิยมใช้คือ อัตราส่วน P/E หรือ Price to Earnings Ratio แล้วอัตราส่วน P/E คืออะไร ช่วยให้นักลงทุนตัดสินใจเลือกหุ้นเข้าพอร์ตการลงทุนได้อย่างไร ติดตามได้ในบทความนี้
P/E คืออะไร และทำไมถึงสำคัญ
P/E Ratio หรือ อัตราส่วนราคาต่อกำไร เป็นอัตราส่วนทางการเงินที่คำนวณจากการนำราคาหุ้น (Price) หารด้วยกำไรต่อหุ้น (Earnings Per Share หรือ EPS) ของบริษัท ค่า P/E ที่ได้จะแสดงถึงจำนวนปีที่นักลงทุนต้องรอเพื่อให้ได้กำไรคุ้มค่ากับเงินลงทุน หรือพูดง่ายๆ คือ ระยะเวลาคืนทุนนั่นเอง
ในการวิเคราะห์ P/E นักลงทุนจะเจอ P/E 2 ประเภทหลัก ได้แก่
- Trailing P/E คือ P/E ที่คำนวณจากกำไรต่อหุ้นย้อนหลัง 12 เดือน เป็นตัวเลขที่สะท้อนผลประกอบการที่เกิดขึ้นจริง แต่อาจไม่สะท้อนแนวโน้มในอนาคต
- Forward P/E คือ P/E ที่คำนวณจากประมาณการกำไรต่อหุ้นในอนาคต 12 เดือนข้างหน้า ช่วยให้เห็นภาพการเติบโตในอนาคต แต่มีความไม่แน่นอนเนื่องจากเป็นเพียงการคาดการณ์
วิธีการคำนวณ P/E ที่นักลงทุนควรรู้
การคำนวณ P/E สามารถทำได้ 2 วิธีหลักคือ
- ใช้ราคาหุ้นและกำไรต่อหุ้น
P/E = ราคาหุ้น ÷ กำไรต่อหุ้น (EPS)
ตัวอย่าง หุ้น A ราคา 50 บาท มีกำไรต่อหุ้น 2.5 บาท
P/E = 50 ÷ 2.5 = 20 เท่า
- ใช้มูลค่าตลาดและกำไรสุทธิ
P/E = มูลค่าตลาด (Market Cap) ÷ กำไรสุทธิ (Net Profit)
ตัวอย่าง บริษัท B มีมูลค่าตลาด 10,000 ล้านบาท มีกำไรสุทธิ 500 ล้านบาท
P/E = 10,000 ÷ 500 = 20 เท่า
การใช้งาน P/E ในการเลือกหุ้น เจาะลึกมุมมองการวิเคราะห์
ในการวิเคราะห์หุ้นด้วย P/E นักลงทุนจำเป็นต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่างหุ้นที่มี P/E สูงและต่ำ โดยหุ้นที่มี P/E ต่ำ (Low P/E) มักเป็นหุ้น Value Stock ที่ราคาค่อนข้างถูกเมื่อเทียบกับความสามารถในการทำกำไร ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการลงทุนระยะยาวและรอคอยการปรับตัวของราคา โดยมักพบในกลุ่มอุตสาหกรรมที่เติบโตช้า แต่มั่นคง เช่น ธนาคาร พลังงาน และสาธารณูปโภค ซึ่งอาจมี P/E เฉลี่ยประมาณ 8-12 เท่า
ในทางตรงกันข้าม หุ้นที่มี P/E สูง (High P/E) มักเป็นหุ้น Growth Stock ที่ตลาดคาดหวังการเติบโตสูงในอนาคต เหมาะกับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและเชื่อมั่นในศักยภาพการเติบโต โดยมักพบในกลุ่มเทคโนโลยี อีคอมเมิร์ซ หรือธุรกิจนวัตกรรม ซึ่งอาจมี P/E สูงถึง 30-50 เท่า หรือมากกว่า
ข้อควรระวังในการใช้ P/E เข้าใจข้อจำกัดเพื่อการวิเคราะห์ที่แม่นยำ
แม้ P/E จะเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์ แต่นักลงทุนควรตระหนักถึงข้อจำกัดหลายประการ ได้แก่
- P/E ไม่เหมาะกับบริษัทที่ขาดทุน เนื่องจากไม่สามารถคำนวณได้เมื่อบริษัทมีผลขาดทุน ซึ่งอาจทำให้พลาดโอกาสลงทุนในบริษัทที่กำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือบริษัทที่ลงทุนเพื่อการเติบโต
- ความผันผวนของกำไรอาจส่งผลให้ค่า P/E บิดเบือนได้ โดยเฉพาะกำไรที่ไม่ปกติหรือรายการพิเศษ ดังนั้น นักลงทุนควรพิจารณากำไรที่เป็นปกติ (Normalized Earnings) เพื่อการวิเคราะห์ที่แม่นยำ
- ความแตกต่างของแต่ละอุตสาหกรรมทำให้ไม่ควรเปรียบเทียบ P/E ข้ามอุตสาหกรรม เนื่องจากแต่ละอุตสาหกรรมมีโครงสร้างต้นทุน รูปแบบรายได้ และความเสี่ยงที่แตกต่างกัน
- ช่วงเวลาที่ใช้ในการคำนวณมีผลต่อค่า P/E อย่างมาก โดย P/E อาจแตกต่างกันมากขึ้นอยู่กับว่าใช้กำไรในช่วงใดมาคำนวณ จึงควรพิจารณาทั้ง Trailing P/E และ Forward P/E ประกอบกัน
เคล็ดลับการใช้ P/E ให้มีประสิทธิภาพ มากกว่าการดูตัวเลข
การใช้ P/E ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการลงทุน นักลงทุนควรใช้ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์อื่นๆ โดยหนึ่งในอัตราส่วนที่นิยมใช้ควบคู่กับ P/E คือ อัตราผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (Return on Equity หรือ ROE) ซึ่งช่วยให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการทำกำไรของบริษัท
นอกจากนี้ สัดส่วนของราคาต่อกำไรต่อการเติบโต หรือ PEG Ratio (Price/Earnings to Growth) เป็นอีกเครื่องมือที่ช่วยในการประเมินความเหมาะสมของ P/E เมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตของกำไร โดย PEG Ratio คำนวณจากการนำ P/E หารด้วยอัตราการเติบโตของกำไร ซึ่งค่า PEG ที่ต่ำกว่า 1 ถือว่าหุ้นมีราคาที่น่าสนใจ เนื่องจากอัตราการเติบโตสูงกว่า P/E เช่น
หุ้น A มี P/E อยู่ที่ 20 เท่า และมีอัตราการเติบโตของกำไรอยู่ที่ 40%
PEG Ratio = 20 ÷ 40 = 0.50 เท่า
ขณะที่การเปรียบเทียบ P/E กับอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend Yield) จะช่วยให้นักลงทุนเห็นภาพรวมของผลตอบแทนที่จะได้รับ โดยหุ้นที่มี P/E ต่ำ มักมี Dividend Yield สูง เหมาะกับนักลงทุนที่ต้องการรายได้สม่ำเสมอจากเงินปันผล
ทั้งนี้ การวิเคราะห์แนวโน้ม P/E ในอดีตเป็นอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพ โดยนักลงทุนควรศึกษาค่า P/E ย้อนหลังอย่างน้อย 3-5 ปี เพื่อดูว่าค่า P/E ปัจจุบันอยู่ในระดับสูงหรือต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยในอดีต เช่น บริษัท XYZ มี P/E เฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังอยู่ที่ 15 เท่า หาก P/E ปัจจุบันอยู่ที่ 12 เท่า ถือว่าหุ้นของบริษัทมีราคาที่น่าสนใจ
แนวทางการเลือกใช้ตัวชี้วัดให้เหมาะสมกับสถานการณ์
ในภาวะตลาดที่แตกต่างกัน การเลือกใช้ตัวชี้วัดควรปรับให้เหมาะสมกับภาวะตลาดที่เกิดขึ้น เช่น ในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังฟื้นตัว การใช้ Forward P/E อาจเหมาะสมกว่า เนื่องจากสะท้อนความคาดหวังต่อการเติบโตในอนาคต แต่ในช่วงที่เศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนสูง การใช้ Trailing P/E อาจให้ภาพที่ชัดเจนกว่าเพราะใช้ข้อมูลที่เกิดขึ้นจริงแล้ว
กองทุนแนะนำจาก K WEALTH
สำหรับคนที่ไม่มีเวลาติดตามตลาดหุ้นหรือไม่เชี่ยวชาญในการวิเคราะห์หุ้น สามารถลงทุนในหุ้นที่สนใจผ่านกองทุนหุ้นได้ โดย K WEALTH แนะนำกองทุนหุ้นดังนี้
- กองทุน K-GSELECT ลงทุนในหุ้นของบริษัทในประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก
- กองทุน K-HIT-A(A) ลงทุนในหุ้นทั่วโลก เน้นสร้างพอร์ตการลงทุนให้หลากหลายผ่านกลยุทธ์การคัดเลือก ธีมการลงทุน กลุ่มอุตสาหกรรม และหุ้น
- กองทุน K-USA-A(A) ลงทุนในหุ้นของบริษัทสหรัฐอเมริกาขนาดใหญ่ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี และมีศักยภาพการเติบโตสูง
โดยหุ้นที่สนใจสามารถดูได้จาก Top 5 หรือ Top 10 ใน Fund Fact Sheet หรือเว็บไซต์ของกองทุนหลัก
นอกจากนี้ แนะนำให้ลงทุนในกองทุนผสมที่มีการกระจายการลงทุนในหลายสินทรัพย์ทั่วโลกเป็นพอร์ตหลัก เพื่อช่วยกระจายความเสี่ยงและรับมือกับความผันผวนที่เกิดขึ้น โดยกองทุนผสมแนะนำ ได้แก่
- กองทุน K-WPBALANCED ลงทุนในหุ้นประมาณ 30% และลงทุนในตราสารหนี้ประมาณ 70%
- กองทุน K-WPSPEEDUP ลงทุนในหุ้นประมาณ 65% และลงทุนในตราสารหนี้ประมาณ 35%
- กองทุน K-WPULTIMARE ลงทุนในหุ้นประมาณ 85% และลงทุนในตราสารหนี้ประมาณ 15%
โดยสรุป P/E เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่มีประโยชน์ในการวิเคราะห์หุ้น แต่ไม่ควรใช้เพียงเครื่องมือเดียวในการตัดสินใจลงทุน นักลงทุนควรพิจารณาปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท แนวโน้มอุตสาหกรรม และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม การเข้าใจข้อจำกัดและการใช้ P/E ร่วมกับเครื่องมือวิเคราะห์อื่นๆ จะช่วยให้การตัดสินใจลงทุนมีประสิทธิภาพและแม่นยำมากขึ้น
ขอขอบคุณข้อมูลจาก :
• บลจ.กสิกรไทย, ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย