-
หุ้นกลุ่ม Big Cap ติดลบนำโดย DELTA, BGRIM, GSPC, GULF, CPALL และ CPAXT จากปัจจัยลบเฉพาะตัวฉุด SET Index ปรับตัวลง 14.28 จุด หรือคิดเป็น -1.10% เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า
-
K WEALTH ยังคงมุมมองเป็นกลางต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยแนะนำให้คงสัดส่วนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยไม่เกิน 30% ของพอร์ต
-
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำถึงปานกลาง หรือผู้ที่ต้องการลดหย่อนภาษี K WEALTH แนะนำทยอยสะสมกองทุนตราสารหนี้ได้
หุ้นกลุ่ม Big Cap มีปัจจัยกดดันเฉพาะตัวฉุดดัชนีติดลบ
เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 ดัชนี SET Index ปรับลดลง 14.28 จุด หรือคิดเป็น -1.10% เมื่อเทียบกับวันก่อนหน้า โดยมีจำนวนหุ้นที่ปรับตัวลดลงทั้งหมด 350 บริษัท ขณะที่หุ้นที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมีเพียง 136 บริษัท นักลงทุนได้เทขายหุ้นในกลุ่ม Big Cap ที่เผชิญปัจจัยลบเฉพาะตัว
กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ DELTA -6.91% จากการคาดการณ์ว่าตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเตรียมปรับเกณฑ์น้ำหนักในดัชนี SET50/100 และ SET50FF/100FF ใหม่ โดยจะจำกัดน้ำหนักหุ้นรายตัวไม่ให้เกิน 10% ของแต่ละดัชนี ซึ่ง DELTA ที่มีน้ำหนักใน SET50 และ SET100 เกิน 10%
กลุ่มโรงไฟฟ้า BGRIM -3.50%, GPSC -1.65% และ GULF -1.71% จากประเด็นภาครัฐเสนอการปรับลดค่าไฟต่อหน่วย รวมถึงมีจิตวิทยาเชิงลบจากข่าวรัฐไทยระงับการส่งไฟฟ้าไปยังพม่า
กลุ่มค้าปลีก CPALL -3.38% และ CPAXT -1.92% นักลงทุนยังกัววลจากข่าว Seven & I ชวนกลุ่ม CP เข้าลงทุนเพื่อซื้อกิจการ Seven ในญี่ปุ่น ซึ่งการเข้าไปซื้อครั้งนี้อาจจะไม่คุ้ม เพราะได้ผลตอบแทน 2% กว่า ในขณะที่ CPALL มีต้นทุน 4% และ Net D/E 0.8 เท่า ถือว่าค่อนข้างสูง
ความผันผวนดังกล่าวทำผลตอบแทนพันธบัตร ไทย 10 ปี ลดลง -0.52% แสดงทำให้เห็นว่ามีเงินไหลเข้าตลาดตราสารหนี้ไทย
กองทุนที่เกี่ยวข้อง
ในวันเดียวกันนี้มีกองทุนที่เกี่ยวข้องกับตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวลง (เมื่อเทียบกับสัปดาห์ก่อนหน้า) เช่น
KFLRMF -3.01%
K-FEQ -3.34%
K-SUPSTAR-SSFX -3.43%
K-MIDSMALL -6.12%
ในส่วนของกองทุนตราสารหนี้ที่ปรับตัวขึ้น (เมื่อเทียบเดียวกันกับวันก่อนหน้า)
K-ESGSI-ThaiESG +0.30%
มุมมองการลงทุน
K WEALTH ยังคงมีมุมมองที่เป็นกลางต่อการลงทุนในตลาดหุ้นไทย โดยให้คำแนะนำดังนี้
นักลงทุนปัจจุบัน : ประเมินสัดส่วนการลงทุนในกองทุนหุ้นไทย หากมีสัดส่วนเกิน 30% ของพอร์ต อาจพิจารณาปรับลดความเสี่ยง หรือหากมีสัดส่วนน้อยกว่า 30% ของพอร์ต แนะนำคงสัดส่วนการลงทุนเดิม
นักลงทุนมือใหม่ : พิจารณาและประเมินสถานการณ์อย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน
สำหรับการลงทุนในตราสารนี้ไทย K WEALTH มีมุมมองค่อนข้างบวก
สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงต่ำ-ปานกลางทยอยสะสมได้
- ผู้ที่รับความเสี่ยงจากการลงทุนได้
- แนะนำพิจารณาลงทุนกองทุน K-GHEALTH* (ระดับความเสี่ยง 6 จาก 8 ระดับ) ลงทุนในบริษัท Healthcare ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Defensive เช่น Pharmaceutical, Healthcare Services และกลุ่ม Growth เช่น MedTech, Biotechnology
- แนะนำพิจารณาลงทุนกองทุน K-VIETNAM* (ระดับความเสี่ยง 6 จาก 8 ระดับ) ลงทุนหุ้นเวียดนามที่รับประโยชน์จากการเติบโตของเศรษฐกิจ เช่น บริโภคภายใน การเงิน อุตสาหกรรม
- แนะนำพิจารณาลงทุนกองทุน K-GINFRA* (ระดับความเสี่ยง 6 จาก 8 ระดับ) ซึ่งลงในบริษัทด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก เช่น ท่อก๊าซ โรงไฟฟ้า สนามบิน
- แนะนำพิจารณาลงทุนกองทุน K-GOLD** (ระดับความเสี่ยง 8 จาก 8 ระดับ) เพื่อรับกับความผันผวนจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
- สำหรับนักลงทุนที่มีความกังวลต่อความผันผวนของตลาดหุ้น หรือกังวลกับความเสี่ยงในการลงทุน
- หากรับความเสี่ยงได้บ้าง หรือเป็นเงินลงทุนที่ถือได้อย่างน้อย 1 ปี ขอแนะนำกองทุนตราสารหนี้ ได้แก่
- กองทุน K-FIXED-A** (ระดับความเสี่ยง 4 จาก 8 ระดับ) ในกรณีที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงจากการลงทุนต่างประเทศ
- กองทุน K-FIXEDPLUS** (ระดับความเสี่ยง 4 จาก 8 ระดับ) ในกรณีที่ต้องการเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนต่างประเทศหรือรับความเสี่ยงจากการลงทุนต่างประเทศได้
- หากรับความเสี่ยงได้ต่ำ หรือต้องการหลีกเลี่ยงทางเลือกที่มีความผันผวน หรือต้องการพักเงินสั้นๆ เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนอีกครั้ง แนะนำ
- กองทุน K-SF-A** (ระดับความเสี่ยง 4 จาก 8 ระดับ) ซึ่งเหมาะกับการลงทุน 1-3 เดือน
- กองทุน K-SFPLUS** (ระดับความเสี่ยง 4 จาก 8 ระดับ) เหมาะกับการลงทุน 3-6 เดือน
ขอขอบคุณข้อมูลจาก Bloomberg