หุ้นกลุ่ม Healthcare ทำผลตอบแทนเหนือตลาดอย่างโดดเด่นในปีนี้ แนะนำลงทุนกองทุน Healthcare ที่กระจายการลงทุนทั้ง Growth และ Defensive ซึ่งได้ประโยชน์จากทั้งความกังวลเศรษฐกิจถดถอยในขณะนี้และแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed

อยากลงทุน Healthcare แบบ Healthy ต้องนี่ KT-HEALTHCARE

หุ้นกลุ่ม Healthcare ทำผลตอบแทนเหนือตลาดอย่างโดดเด่นในปีนี้ แนะนำลงทุนกองทุน Healthcare ที่กระจายการลงทุนทั้ง Growth และ Defensive ซึ่งได้ประโยชน์จากทั้งความกังวลเศรษฐกิจถดถอยในขณะนี้และแนวโน้มการลดดอกเบี้ยของ Fed

กดฟัง
หยุด
  • หลัง Underperform ตลาดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา K WEALTH มองว่ากลุ่ม Healthcare เป็นหนึ่งในกลุ่มที่ต้องมีติดพอร์ตในปีนี้ โดยนับจากต้นปีกลุ่ม Healthcare กลับมาทำผลตอบแทนโดดเด่น โดยความน่าสนใจอยู่ที่ระดับราคาที่ปรับตัวลงไปมากแล้ว สวนทางกับแนวโน้มการเติบโตของกลุ่ม สะท้อนผ่านคาดการณ์กำไรของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่ม Healthcare ปีนี้ซึ่งสูงที่สุดรองจากหุ้น Growth อย่างกลุ่มเทคฯ
  • แนะนำลงทุนในกองทุน Healthcare ที่มีการกระจายการลงทุนทั้งหุ้น Growth และ Defensive อย่าง KT-HEALTHCARE-A ซึ่งมีปัจจัยหนุนจากความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอย และแนวโน้มการลดดอกเบี้ยในระยะข้างหน้า

กลุ่ม Healthcare ธีมการลงทุนที่ต้องมีติดพอร์ตปี 2025

นับจากต้นปีที่ผ่านมา กลุ่ม Healthcare เป็นกลุ่มที่ทำผลตอบแทนได้ดีที่สุดกลุ่มหนึ่งในดัชนี S&P500 โดยดัชนี S&P500 Healthcare ปรับตัวเพิ่มขึ้นกว่า 7% ขณะที่ดัชนี S&P500 ปรับตัวลดลง -3.6% (ข้อมูล ณ 17 มี.ค. 2024) จาก


  • ตลาดผันผวน นักลงทุนหันเข้าหากลุ่ม Defensive : ตั้งแต่ช่วงต้นปี ตลาดมีความผันผวนสูงจากความกังวลว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯจะเข้าสู่ภาวะถดถอยจากนโยบายของปธน.ทรัมป์ ส่งผลให้หุ้นกลุ่ม Defensive กลับมาน่าสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่ม Pharma ซึ่งปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่า 10% YTD
  • กลุ่ม Healthcare มีผลตอบแทนที่ Underperform ตลาดในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2023 & 2024) : ในปี 2023-24 ผลตอบแทนรวม (ส่วนต่างราคาและเงินปันผล) ของดัชนี S&P500+58.49% ในขณะที่ S&P500 Healthcare อยู่ที่เพียง + 4.43% ส่งผลให้ หุ้นในกลุ่ม Healthcare ในดัชนี S&P500 มีสัดส่วนต่ำสุดในรอบ 25 ปี ที่เพียง 10% ( ข้อมูล ณ 31 ธ.ค. 2024) จากก่อนหน้านี้ที่ระดับ 13-15% ขณะที่การใช้จ่ายด้านสุขภาพเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยการใช้จ่ายด้านสุขภาพในสหรัฐฯ เติบโตขึ้นกว่า 3 เท่า จาก 1.4 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2000 เป็น 4.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปี 2023
  • มูลค่าถูกแต่กำไรเติบโตดี : Healthcare เทรด Fwd P/E 17.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีที่ 18.3 เท่า ขณะที่คาดการณ์การเติบโตของกำไรปีนี้เติบโตดี โดยนักวิเคราะห์คาดว่า Healthcare จะเป็นหนึ่งในกลุ่มที่กำไรเติบโตได้ดีที่สุดในปีนี้สูสีกับกลุ่มเทคโนโลยี ที่ 18.3% vs เทคโนโลยี 19.6% (Source Factset Earning Insight 14 มี.ค. 2025)
  • Biotech มีปัจจัยหนุนจากดอกเบี้ยขาลงและกำไรเติบโตดี : ตลาดยังมอง Fed ลดดอกเบี้ยในปีนี้อย่างน้อย 1-2 ครั้ง ซึ่งยังเป็นปัจจัยหนุนกลุ่ม Growth อย่าง Biotech นอกจากนี้นักลงทุนที่เป็นสาย Growth stock ยังเริ่มมองหาและกระจายการลงทุนในกลุ่มอื่นๆ อย่าง Biotech ขณะที่ Bloomberg คาดการณ์กำไรของของกลุ่ม Biotech ปีนี้จะเติบโตถึง 32.8% สูงกว่าตลาดโดยรวมอย่างดัชนี S&P500 ที่ 9.8% อย่างมาก
  • Healthcare ถูกเทขายไม่สอดคล้องกับแนวโน้มการเติบโต : นักลงทุนเทขายหุ้นกลุ่ม Healthcare ไปมากก่อนหน้านี้ซึ่งไม่สอดคล้องกับความก้าวหน้าและนวัตกรรมของเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเร่งผลักดันการเติบโตของกลุ่ม Healthcare ทั้งด้านการแพทย์ การพัฒนายา รวมถึงความแม่นยำในการตรวจวินิฉัยโรคต่างๆ

KT-HEALTHCARE-A : Defensive & Growth ครบจบในกองเดียว

  • นโยบายการลงทุน : เน้นลงทุนในบริษัทที่เกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ การดำเนินชีวิต(Life Sciences) 80-120 ตัว ผ่านกองทุนหลัก Janus Global Life Sciences Fund
  • ความเสี่ยงกองทุน : ระดับ 7
  • การป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน : ตามดุลยพินิจ (ตามปกติมีการป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน +/- 90%)
  • จุดเด่นของกองทุนหลัก
    • Portfolio Manager มีประสบการณ์สูงและเชี่ยวชาญรวมกันมากกว่า 100 ปี อีกทั้งยังมี Analyst ครอบคลุม Healthcare หลากหลายกลุ่ม และเข้าใจในธุรกิจ Life Sciences โดยเฉพาะ
    • มีการกระจายการลงทุนใน Healthcare หลาย Sub Sector ทั้ง Growth และ Defensive และมีการปรับเปลี่ยนสัดส่วนอย่าง Active
    • มี Value at Risk Framework ในการบริหารความเสี่ยง โดยจะมีการประเมิน Downside Risk ของหุ้นแต่ละตัวในแต่ละเหตุการณ์ และมีการจำกัดน้ำหนักการลงทุนของหุ้นตัวนั้นๆเพื่อให้ผลกระทบต่อพอร์ตไม่เกิน 1% ยกตัวอย่างเช่น หากกรณีเลวร้ายที่สุด (worst-case scenario) คาดว่าหุ้นดังกล่าวจะปรับตัวลงได้ถึง -50% กองทุนหลักจะลงทุนในหุ้นตัวดังกล่าวไม่เกิน 2% เท่านั้น
    • ในด้านกระบวนการลงทุน เน้นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน และมีการหาโอกาสในการลงทุนจากหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ เช่น ผู้เกี่ยวข้องทางการแพทย์และสุขภาพไปจนถึงลูกค้า และมีการประเมิน valuation ร่วมด้วยในการคัดเลือกหุ้น
    • ผลการดำเนินงานที่โดดเด่นอยู่ใน Top Quartile 1-2 และยังได้รับการจัดอันดับ Morningstar 5 ดาว
  • พอร์ตการลงทุนปัจจุบัน (31 ม.ค. 2025)
    • กองทุนหลัก Janus Global Life Sciences Fund กระจายลงทุนใน Healthcare ทั่วโลก โดยปัจจุบันเน้นลงทุนในสหรัฐฯ 80% ส่วนที่เหลือกระจายการลงทุนไปยังประเทศอื่นๆ
    • กระจายการลงทุนใน Healthcare หลายกลุ่ม ปัจจุบันเน้นลงทุนใน Biotech 32% และ Pharma 30.75% Healthcare Equipment 15.72% ที่เหลือกระจายการลงทุนไปยังกลุ่มอื่นๆ
    • Top 10 Holdings

KT-HEALTHCARE-A vs. K-GHEALTH เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร


คำแนะนำในการลงทุน


  • แนะนำทยอยสะสมกองทุน Healthcare ที่มีการกระจายการลงทุนทั้ง Growth และ Defensive อย่าง KT-HEALTHCARE-A และ K-GHEALTH ซึ่งได้ประโยชน์จากทั้งความผันผวนของตลาดในตอนนี้ และแนวโน้มดอกเบี้ยขาลง อีกทั้งราคายังปรับตัวลงไปมากก่อนหน้านี้ขณะที่เป็นกลุ่มที่กำไรเติบโตสูงสุดรองจากกลุ่มเทคโนโลยีในปีนี้
  • สำหรับนักลงทุนที่เป็นสายซิ่งและอยากเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น Biotech ซึ่งเป็นหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น แนะนำ KT-HEALTHCARE-A
  • สำหรับนักลงทุนที่เป็นสายซิ่งและอยากเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้น Biotech ซึ่งเป็นหุ้นขนาดกลางและขนาดเล็กมากขึ้น แนะนำ KT-HEALTHCARE-A
  • สำหรับนักลงทุนที่อยากเน้นกระจายการลงทุนในหุ้นสุขภาพขนาดใหญ่ที่มีความมั่นคงสูง แนะนำ K-GHEALTH

สำหรับนักลงทุนที่สนใจ KT-HEALTHACRE-A สามารถทำรายการซื้อขายได้ผ่านช่องทาง Application K PLUS (K+)




ผู้เขียน

K WEALTHปาณิศา เจียรพุฒิ

Back to top