-
เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2568 ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ได้ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ซึ่งเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ของปีนี้ และครั้งที่ 6 ในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่เริ่มวัฏจักรการลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน 2567 ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 2.50% อัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ 2.65% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 2.90%
-
K WEALTH มีมุมมองค่อนข้างลบ (Slightly Negative) กับตลาดหุ้นยุโรป แม้คาดว่า ECB จะลดดอกเบี้ยลงเพิ่มเติมในปีนี้ จากภาวะเงินเฟ้อที่เริ่มชะลอลง แต่สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงซบเซา ประกอบกับความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า ทำให้แนวโน้มตลาดหุ้นยุโรปยังคงมีความเปราะบาง
-
นักลงทุนที่ถือกองทุนหุ้นยุโรป อาจใช้โอกาสที่ตลาดปรับตัวขึ้นในการทยอยทำกำไร พร้อมกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือกองทุนผสมที่มีการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
ECB ลดดอกเบี้ย: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรปในยุควิกฤต
ธนาคารกลางยุโรป (ECB) ประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ตามที่ตลาดคาดการณ์ เมื่อวานนี้ (6 มีนาคม 2568) ส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ที่ 2.50% อัตราดอกเบี้ยรีไฟแนนซ์อยู่ที่ 2.65% และอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ 2.90% ซึ่งเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งที่ 2 ของปีนี้ และครั้งที่ 6 ในรอบ 9 เดือน นับตั้งแต่เริ่มวัฏจักรการลดดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน 2567
ECB ประเมินแนวโน้มเงินเฟ้อปรับลดลง แต่ยังคงเผชิญปัจจัยเสี่ยง โดย ECB คาดว่าอัตราเงินเฟ้อจะกลับเข้าสู่ระดับเป้าหมาย 2% ในปีหน้า แต่ช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ เนื่องจากความผันผวนของราคาสินค้าโภคภัณฑ์
ที่มา : Bloomberg 7 มีนาคม 2568
การปรับลดดอกเบี้ยครั้งนี้ ถือเป็นการตอบสนองต่อสภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในภูมิภาคยุโรป โดยมีปัจจัยหลักมาจากความไม่แน่นอนในตลาดโลกและความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่ส่งผลกระทบต่อการค้าและการลงทุน การลดอัตราดอกเบี้ยมีเป้าหมายเพื่อ:
- ลดต้นทุนการกู้ยืมของภาคธุรกิจและครัวเรือน
- กระตุ้นการบริโภคและการลงทุน
- สนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะกลางถึงระยะยาว
ผลกระทบต่อภาคการเงินและตลาด
ความเคลื่อนไหวของดัชนี ณ วันที่ 6 มีนาคม 2568
- ดัชนี STOXX 600 ปิดตลาดที่ระดับ 555.90 จุด ลดลง 0.19 จุด หรือ -0.03%
- ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 8,197.67 จุด เพิ่มขึ้น 23.92 จุด หรือ +0.29%
- ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 23,419.48 จุด เพิ่มขึ้น 338.45 จุด หรือ +1.47%
- ดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 8,682.84 จุด ลดลง 73.00 จุด หรือ -0.83%
การลดดอกเบี้ยโดย ECB ส่งผลให้ค่าเงินยูโรอ่อนค่าลง ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับการส่งออกของประเทศในเขตยูโรโซน เนื่องจากสินค้ายุโรปจะมีราคาถูกลงในตลาดโลก นอกจากนี้การลดอัตราดอกเบี้ยยังเป็นการกระตุ้นกำลังซื้อของผู้คนในกลุ่มยูโรโซนและส่งเสริมการลงทุน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการส่งเสริมการเติบโตของเศรษฐกิจยุโรป
มุมมองการลงทุน
K WEALTH มีมุมมองค่อนข้างลบ (Slightly Negative) ต่อการลงทุนกองทุนหุ้นยุโรป จากเศรษฐกิจยุโรปยังมีแนวโน้มชะลอตัวจากหลายปัจจัย เช่น ภาคอุตสาหกรรมซบเซาโดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์, เศรษฐกิจจีนชะลอตัวกระทบการส่งออก และความไม่แน่นอนจากสงครามการค้า นอกจากนี้ค่าเงินยูโรมีแนวโน้มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นผลจากการลดดอกเบี้ยของ ECB ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ยังคงระมัดระวังต่อการลดดอกเบี้ย ส่งผลให้นักลงทุนอาจหันไปถือสินทรัพย์ปลอดภัยเพิ่มขึ้น เช่น ทองคำ และพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ
คำแนะนำสำหรับกองทุนหุ้นยุโรป
นักลงทุนที่ถือกองทุนหุ้นยุโรป อาจใช้โอกาสที่ตลาดปรับตัวขึ้นในการทยอยทำกำไร พร้อมกระจายการลงทุนไปยังสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น กองทุนรวมตราสารหนี้ หรือกองทุนผสมที่มีการบริหารความเสี่ยงอย่างเหมาะสม
ทองคำยังคงเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงที่น่าสนใจ จากความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจและค่าเงินยูโรที่อ่อนค่าลง นักลงทุนสามารถพิจารณาสะสมทองคำเป็นส่วนหนึ่งของพอร์ตการลงทุน
สำหรับนักลงทุนที่ยังไม่มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นยุโรป แนะนำรอประเมินสถานการณ์ หรือลงทุนกองทุนแนะนำอื่น
กองทุนแนะนำ
-
ผู้ที่รับความเสี่ยงจากการลงทุนได้
- กองทุนรวมผสม K-WealthPLUS Series* กองทุนมีกลยุทธ์กระจายการลงทุนในสินทรัพย์หลากหลายประเภททั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นหุ้น ตราสารหนี้ หรือสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อรับกับความผันผวนจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ได้แก่
- กองทุน K-WPBALANCED และ K-WPSPEEDUP (ระดับความเสี่ยง 5 จาก 8 ระดับ)
- กองทุน K-WPULTIMATE (ระดับความเสี่ยง 6 จาก 8 ระดับ)
- กองทุน K-GINFRA* (ระดับความเสี่ยง 6 จาก 8 ระดับ) ซึ่งลงในบริษัทด้านโครงสร้างพื้นฐานทั่วโลก เช่น ท่อก๊าซ โรงไฟฟ้า สนามบิน
- กองทุน K-GHEALTH* (ระดับความเสี่ยง 6 จาก 8 ระดับ) ลงทุนในบริษัท Healthcare ครอบคลุมทั้งกลุ่ม Defensive เช่น Pharmaceutical, Healthcare Services และกลุ่ม Growth เช่น Medtech, Biotechnology
- กองทุน K-GOLD** (ระดับความเสี่ยง 8 จาก 8 ระดับ) เพื่อรับกับความผันผวนจากสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
-
สำหรับนักลงทุนที่มีความกังวลต่อความผันผวนของตลาดหุ้น หรือกังวลกับความเสี่ยงในการลงทุน
- หากรับความเสี่ยงได้บ้าง หรือเป็นเงินลงทุนที่ถือได้อย่างน้อย 1 ปี ขอแนะนำกองทุนตราสารหนี้ ได้แก่
- กองทุน K-FIXED-A** (ระดับความเสี่ยง 4 จาก 8 ระดับ) ในกรณีที่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงจากการลงทุนต่างประเทศ
- กองทุน K-FIXEDPLUS** (ระดับความเสี่ยง 4 จาก 8 ระดับ) ในกรณีที่ต้องการเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนจากการลงทุนต่างประเทศหรือรับความเสี่ยงจากการลงทุนต่างประเทศได้
-
หากรับความเสี่ยงได้ต่ำ หรือต้องการหลีกเลี่ยงทางเลือกที่มีความผันผวน หรือต้องการพักเงินสั้นๆ เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนอีกครั้ง แนะนำ
- กองทุน K-SF-A** (ระดับความเสี่ยง 4 จาก 8 ระดับ) ซึ่งเหมาะกับการลงทุน 1-3 เดือน
- กองทุน K-SFPLUS** (ระดับความเสี่ยง 4 จาก 8 ระดับ) เหมาะกับการลงทุน 3-6 เดือน