-
มาตรการภาษีนำเข้าจากสหรัฐ ที่จะมีผลวันที่ 5 เมษายนนี้ สร้างความกังวลต่อตลาดหุ้นเอเชีย โดยเวียดนามถูกคิดอัตราภาษีที่สูงถึง 46%-49% ทำให้ GDP มีความเสี่ยงหดตัวถึง 5% ขณะที่ไทยและญี่ปุ่นก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยไทยถูกเก็บภาษี 37% และญี่ปุ่น 24%
-
การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชียในปี 2025 อาจถูกกดดันจากมาตรการภาษีชุดนี้ โดยเฉพาะประเทศที่มีการส่งออกพึ่งพาสหรัฐฯ สูง อย่างเวียดนาม ไทย และไต้หวัน ได้รับผลกระทบมากที่สุด
-
K WEALTH แนะนำให้ชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียและติดตามสถานการณ์ความคืบหน้าของสงครามการค้าในช่วงเวลาต่อจากนี้
Market Update
- หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการภาษีสินค้านำเข้าใหม่กับประเทศคู่ค้ารวมกว่า 60 ประเทศ โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 5 เมษายนเป็นต้นไป ส่งผลให้นักลงทุนต่างกังวลและเทขายสินทรัพย์เสี่ยง สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นเอเชีย
- เวียดนามได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษี Reciprocal ของสหรัฐฯ มากที่สุด ด้วยอัตราภาษีที่สูงถึง 46%-49% ทำให้ GDP มีความเสี่ยงหดตัวถึง 5% ขณะที่ไทยและญี่ปุ่นก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยไทยถูกเก็บภาษี 37% และญี่ปุ่น 24%
- มีรายงานจากนักวิเคราะห์ระบุว่า ประเทศที่พึ่งพาการส่งออกอย่างเวียดนาม ไทย และไต้หวัน ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะสินค้าในกลุ่ม อิเล็กทรอนิกส์, สิ่งทอ, และเครื่องจักร ตลาดหุ้นทั่วภูมิภาคจึงร่วงต่อเนื่อง
Related Indices & Funds ที่เปลี่ยนแปลงเทียบกับวันก่อนหน้า (ข้อมูลวันที่ 4 เมษายน 2025 เวลา 12.30 น.)
- Nikkei 225 (Japan): ▼ -3.39%
- KOSPI (South Korea): ▼ -1.63%
- VN Index (Vietnam): ▼ -3.32%
- SET Index (Thailand): ▼ -2.68%
Market Outlook
- การฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชียในปี 2025 อาจถูกกดดันจากมาตรการภาษีชุดนี้ โดยเฉพาะประเทศที่มี “การส่งออกพึ่งพาสหรัฐฯ สูง”
- เวียดนามที่มีสัดส่วนการส่งออกไปสหรัฐฯ ประมาณ 25% ของ GDP และเมื่ออัตราภาษีที่เปิดเผยออกมาสูงเกินคาด จึงสร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นเวียดนาม
- ในด้านของไทย KResearch ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจ โดยคาดว่าหากไทยโดนภาษีที่ 37% ตามที่สหรัฐฯ ประกาศ GDP ไทยจะหดตัวลงประมาณ 1% (จากเดิมที่ประมาณการไว้ที่ 2.4% จะลดลงเหลือ 1.4%) นอกจากนี้ ยังมองว่า ธปท. อาจจะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วขึ้นเป็นในเดือน เม.ย. นี้ และปรับลดอีกครั้งหนึ่งในครึ่งปีหลัง
- ส่วนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ที่มีการส่งออกรถยนต์และเทคโนโลยีเป็นสัดส่วนสูงเมื่อเทียบกับการส่งออกทั้งหมด ทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นและเกาหลีปรับตัวลงแรง ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลของ 2 ประเทศนี้ เร่งเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะการเปิดตลาดให้สินค้าเกษตรและพลังงานจากสหรัฐฯ เพื่อแลกกับการผ่อนปรนภาษี และลดผลกระทบในระยะยาว
- ตลาดยังเผชิญกับความไม่แน่นอนในระดับสูงจากปัจจัยด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ทำให้ในระยะสั้นนักลงทุนควรชะลอการลงทุนและติดตามพัฒนาการของการเจรจาการค้าระหว่างประเทศต่าง ๆ กับสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด รวมถึงการใช้นโยบายการเงินและการคลัง เพื่อประเมินทิศทางที่ชัดเจนก่อนการตัดสินใจลงทุนเพิ่มเติม (Wait and See)
คำแนะนำ
สำหรับนักลงทุนที่มีสถานะการลงทุนในกองทุนเอเชีย เช่น K-ASIA, K-ASIAX, K-ASIACV-A
- หากมีสัดส่วนมากกว่า 30% แนะนำขายเพื่อลดความผันผวนของพอร์ต โดยนำเงินที่ขายพักไว้ในกองทุน K-SFPLUS ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ความเสี่ยงต่ำ สภาพคล่องสูง ที่พร้อมสับเปลี่ยนเข้ากองทุนหุ้นอีกครั้งเมื่อสถานการณ์ชัดเจนขึ้น
- หากมีสัดส่วนน้อยกว่า 30% แนะนำถือเพื่อรอติดตามความคืบหน้าของสงครามการค้า
สำหรับที่นังไมมี หรือต้องการลงทุนเพิ่มในจังหวะที่ตลาดปรับตัวลง หากเป็นกองทุนหุ้นรายภูมิภาคหรือรายประเทศ K WEALTH แนะนำให้ชะลอการลงทุนและติดตามสถานการณ์ความคืบหน้าของสงครามการค้าในช่วงเวลาต่อจากนี้ โดยสามารถ
- พักเงิน 3-6 เดือน ในกองทุน K-SFPLUS ที่เป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้น หรือหากต้องการพักเงินนานขึ้น เช่น 1-1.5 ปี แนะนำถือเงินลงทุนในกองทุน K-FIXED-A K-FIXEDPLUS-A ซึ่งเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะยาว ที่มีความเสี่ยงค่อนข้างต่ำ และได้รับปัจจัยหนุนจากดอกเบี้ยขาลง
- หรือหากยังเห็นเป็นโอกาสการลงทุน แนะนำให้กระจายการลงทุนผ่านกองทุนกลุ่ม K-WealthPLUS Series เช่น K-WPBALANCED ที่มีการลงทุนในหุ้นประมาณ 30%ของเงินลงทุน หรือ K-WPULTIMATE ที่มีการลงทุนในหุ้นที่หลากหลายทั่วโลกประมาณ 85%ของเงินลงทุน
หมายเหตุ:
- ระดับความเสี่ยงกองทุน
- K-SFPLUS, K-FIXEDPLUS-A, K-FIXED-A ความเสี่ยงกองทุนระดับ 4
- K-WPBALANCED ความเสี่ยงกองทุนระดับ 5
- K-ASIA, K-ASIAX, K-ASIACV-A K-WPULTIMATE ความเสี่ยงกองทุนระดับ 6
- นโยบายป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน
- K-FIXED-A: ไม่มีการลงทุนต่างประเทศ
- K-SFPLUS: ป้องกันความเสี่ยง100%ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-FIXEDPLUS-A: ป้องกันความเสี่ยง มากกว่า 90%ของเงินลงทุนต่างประเทศ
- K-ASIA: ป้องกันความเสี่ยงบางส่วน
- K-WPBALANCED, K-ASIAX, K-ASIACV-A, K-WPULTIMATE: ป้องกันความเสี่ยงตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุน
- ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน (ตัวอย่างเช่น ระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืน T+6 หมายถึง จะได้รับเงินค่าขายคืน 6 วันทำการถัดจากวันที่ทำรายการ (T+6) เช่น ขายคืนวันจันทร์ จะได้รับเงินค่าขายคืนวันอังคารของสัปดาห์ถัดไป (กรณีไม่มีวันหยุดอื่น นอกจากเสาร์-อาทิตย์))
- K-SFPLUS: T+1
- K-FIXEDPLUS-A, K-FIXED-A: T+2
- K-ASIA, K-ASIAX: T+4
- K-ASIACV-A: T+5
- K-WPBALANCED, K-WPULTIMATE: T+6