เป็นธนาคารที่พร้อมเคียงข้างเพื่อก้าวไปสู่อนาคตร่วมกัน

การบริหารความเสี่ยง

ธนาคารมุ่งเสริมสร้างความพร้อมและความยืดหยุ่นของกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยง ตั้งแต่การระบุ การจัดการ และการตอบสนองต่อความเสี่ยง รวมถึงการเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นใหม่อย่างมีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า ทั้งต่อธนาคาร คู่ค้า และลูกค้า ร่วมกับการดูแลระดับเงินกองทุนของธนาคารให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมเพียงพอ เพื่อรักษา เสถียรภาพทางการเงินที่มั่นคงและสามารถรองรับการดำเนินธุรกิจให้เติบโตได้อย่างยั่งยืน

ธนาคารมีการกำหนดนโยบายการบริหารความเสี่ยง ขอบเขตความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และกระบวนการบริหารความเสี่ยงตามแนวปฏิบัติสากล เพื่อให้ธนาคารมีระบบการบริหาร ความเสี่ยงที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามมาตรฐานสากล โดยการกำหนดขอบเขตความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของธนาคารอยู่บนหลักการในการรักษาความสมดุลระหว่าง ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับกับความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ร่วมกับความสอดคล้องกับแนวนโยบายการเป็นธนาคารแห่งความยั่งยืน (Bank of Sustainability) โดยธนาคาร มีการพิจารณาแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ และมีการทดสอบภาวะวิกฤตเพื่อประเมินความเพียงพอของและคำนึงถึงผลกระทบต่อระดับเงินกองทุนและสภาพคล่องของธนาคาร โดยเฉพาะภายใต้ภาวะวิกฤตและนำมาใช้ประกอบการพิจารณา นอกจากนี้ ธนาคารยังได้กำหนดขอบเขตความเสี่ยงที่ยอมรับได้ และนำไปสู่การกำหนดขอบเขตความเสี่ยงและ ตัวชี้วัดย่อยของความเสี่ยงประเภทด้านต่างๆ ทั้งในเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ และการกำหนดแนวทางการควบคุมความเสี่ยง ตลอดจนการตัดสินใจปรับแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ ให้มีประสิทธิภาพภายใต้ขอบเขตความเสี่ยงที่กำหนด โดยจัดให้มีการทบทวนและสอบทานความเพียงพอและประสิทธิผลของนโยบายและกลยุทธ์กระบวนการบริหารความเสี่ยง รวมถึงระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง หรือเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ

กระบวนการบริหารความเสี่ยง

กระบวนการบริหารความเสี่ยงของธนาคาร ประกอบด้วย การระบุความเสี่ยง การประเมินความเสี่ยง การติดตามและควบคุมความเสี่ยง และการรายงานความเสี่ยง ดังนี้

  1. การระบุความเสี่ยง
    วิเคราะห์ข้อบ่งชี้ประเด็นความเสี่ยง โดยพิจารณาจากปัจจัยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องทั้งภายในและภายนอกธนาคาร ซึ่งครอบคลุมถึงปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ร่วมกับการคาดการณ์ความเสี่ยงใหม่ที่อาจเกิดขึ้นเพิ่มเติม
  2. การประเมินความเสี่ยง
    กำหนดเครื่องมือและวิธีการที่เหมาะสมสำหรับการประเมินความเสี่ยง ซึ่งได้รับการตรวจสอบ อนุมัติ และทบทวนภายใต้กรอบระยะเวลาที่เหมาะสม
  3. การติดตามและควบคุมความเสี่ยง
    ติดตามและควบคุมการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบายความเสี่ยงและขอบเขตความเสี่ยงที่ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการ ธนาคาร
  4. การรายงานความเสี่ยง
    กำหนดแนวทางการรายงานความเสี่ยงที่ครอบคลุมหลายมิติและทันการณ์ เพื่อให้การบริหารจัดการความเสี่ยงเกิดประสิทธิผลสูงสุด

การบริหารความเสี่ยงด้านต่างๆ

ธนาคารให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงทุกด้าน จึงมุ่งเน้นการพัฒนาและปรับปรุงการบริหารความเสี่ยงในมิติต่างๆ อาทิ ความเสี่ยงด้านเครดิต ความเสี่ยงด้านตลาด ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ความเสี่ยงด้านปฏิบัติการ ความเสี่ยงด้านชื่อเส่ยง ความเสี่ยงด้านดิจิทัล ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ และความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยสามารถดูรายละเอียดได้ในรายงาน รายงานแบบ 56-1 One Report ประจำปี 2568 ส่วนที่ 1 การประกอบธุรกิจและผลการดำเนินงาน เรื่อง การบริหารความเสี่ยง และรายงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง

การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล

ธนาคารกำหนดกระบวนการบริหารความเสี่ยงด้านเครดิต ที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยเฉพาะความเสี่ยงด้านการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ ซึ่งธนาคารนำมาเป็นปัจจัยในการพิจารณาสินเชื่อและประเมินผลกระทบต่อการบริหารพอร์ตสินเชื่อของธนาคาร ทั้งนี้ ธนาคารได้นำหลักปฏิบัติสากล มากำหนดหลักเกณฑ์การพิจารณาสินเชื่อ ครอบคลุมทั้งสินเชื่อเชิงพาณิชย์และสินเชื่อประเภทโครงการ (Corporate Loan and Project Finance) รวมถึงการลงทุน ในตราสารหนี้ ด้วยการกำหนดประเภทสินเชื่อที่ธนาคารไม่สนับสนุน (ESG Exclusion List)* และกำหนดแนวปฏิบัติในการพิจารณาสินเชื่อสำหรับอุตสาหกรรมเฉพาะ (Sector-Specific Guidelines)* รวมทั้งมีมาตรการบริหารความเสี่ยงที่เหมาะสมแก่กลุ่มลูกค้าธุรกิจประเภทที่มีความเสี่ยงสูง โดยจัดให้มีผู้เชี่ยวชาญติดตาม ตรวจสอบการจัดการด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมในกระบวนการดำเนินงานทางธุรกิจของลูกค้า เพื่อให้มั่นใจว่าการจัดการความเสี่ยงด้านเครดิตของ ธนาคารเป็นไปตามมาตรฐานสากล และสินเชื่อที่ธนาคารสนับสนุนมีการจัดการด้านผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ เพื่อสนับสนุนการเติบโตอย่างมั่นคงของลูกค้าธุรกิจและสร้างผลตอบแทนอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย

ธนาคารมีการทบทวนและปรับปรุงนโยบายและหลักเกณฑ์ในการพิจารณาความเสี่ยงด้าน ESG ซึ่งใช้ประกอบการพิจารณาสินเชื่ออย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้สอดคล้องกับข้อกังวลด้านสังคมและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังได้ผนวกปัจจัยด้าน ESG เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการรู้จักลูกค้า และการตรวจสอบเพื่อทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้า (KYC/CDD) เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ

สำหรับสินเชื่อเชิงพาณิชย์ของลูกค้าผู้ประกอบการขนาดกลางขึ้นไป ธนาคารประเมินความเสี่ยงด้าน ESG ผ่านแบบ General ESG Screening Form เพื่อพิจารณาประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องอย่างเหมาะสม สำหรับสินเชื่อโครงการ (Project Finance) จะอยู่ภายใต้กระบวนการพิจารณาด้าน ESG ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น ตามกรอบการดำเนินงานที่สอดคล้องกับมาตรฐานและแนวปฏิบัติสากล เพื่อให้สามารถระบุและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ​

สินเชื่อโครงการ (Project Finance)

​ธนาคารกสิกรไทยได้บูรณาการการบริหารความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเข้ากับกระบวนการประเมินสินเชื่อโครงการ (Project Finance) สอดคล้องกับหลักการ Equator Principles (EP) ผ่านกระบวนการตรวจสอบผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG Due Diligence) อย่างเป็นระบบ โดยธนาคารตระหนักถึงความรับผิดชอบในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่เกิดขึ้นจากการสนับสนุนทางการเงิน โครงการที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินต้องปฏิบัติตามกฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment Report: EIA) และรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการกิจการหรือการดำเนินการที่อาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อมสุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต ของประชาชนอย่างรุนแรง (Environmental and Health Impact Assessment: EHIA)

สินเชื่อโครงการจะถูกจัดประเภทความเสี่ยงออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่ โครงการประเภท A B และ C ตามลักษณะขนาดและความรุนแรงของผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมที่อาจเกิดขึ้น

สำหรับโครงการประเภท A ซึ่งมีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) สูง ธนาคารจะดำเนินกระบวนการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ซึ่งครอบคลุมการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม แผนการดูแลความปลอดภัยและการจัดการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (safety and emergency response plans) แผนการจัดการ (Action Plan) การปรึกษาหารือกับชุมชน (Community Consultation) การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Engagement) กลไกรับเรื่องร้องเรียน (Grievance Mechanism) และการเปิดเผยข้อมูล (Information Disclosure) ในประเด็นด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม นอกจากนี้ธนาคารมีการพิจารณาความอ่อนไหวของพื้นที่ตั้งโครงการ เช่น พื้นที่อนุรักษ์ พื้นที่ลุ่มน้ำ พื้นที่แหล่งน้ำ หรือพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนพื้นที่ที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมหรือเป็นมรดกของคนท้องถิ่นและชนพื้นเมือง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าการดำเนินโครงการจะต้องเคารพในสิทธิของชนพื้นเมือง รวมถึงพิจารณาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นต่อการดำรงชีวิตของชุมชน การประกอบอาชีพ หรือการย้ายถิ่นฐาน ในประเด็นที่มีผลกระทบต่อชนพื้นเมืองหรือผู้ใช้ที่ดินที่เกี่ยวข้องกับโครงการ ธนาคารพิจารณาให้โครงการใช้กระบวนการปรึกษาหารืออย่างมีความหมายกับชุมชนท้องถิ่น และได้รับความยินยอมโดยสมัครใจโดยได้ข้อมูลล่วงหน้า (free, prior, and informed consent - FPIC) รวมถึงมาตรการชดเชยความเสียหายที่เป็นธรรมและโปร่งใสแก่ผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อรับฟังและตอบสนองต่อข้อกังวลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ไม่ว่าจะเป็นชุมชนท้องถิ่น พนักงาน และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) โดยที่ปรึกษาอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (Independent Environmental and Social Consultant) จะดำเนินการตรวจสอบข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม ธนาคารกำหนดให้โครงการต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้าน ESG ของธนาคาร ทั้งนี้สำหรับโครงการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในวงกว้าง เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าพลังน้ำจากเขื่อน หรือโครงการในต่างประเทศ ธนาคารจะขอให้มีที่ปรึกษาอิสระหรือผู้เชี่ยวชาญจากภายนอก เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการดำเนินงานที่สอดคล้องตามหลัก Equator Principles กฎหมาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของคนในชุมชน ตัวอย่างรายชื่อที่ปรึกษา ได้แก่ AFRY, WSP Global, Emergent Ventures Inter, Shaw’s Stone & Webster และ Greener Consultant เป็นต้น

สำหรับโครงการที่มีความเสี่ยงระดับปานกลางและต่ำ (โครงการประเภท B และ C) ธนาคารกำหนดให้มีการประเมินความเสี่ยงด้าน ESG และแนวทางการบริหารจัดการผ่านแบบฟอร์มประเมินความเสี่ยงเบื้องต้น โดยมีการพิจารณาด้าน ESG ประกอบในกระบวนการตัดสินใจด้านสินเชื่อ​

ตัวอย่างการพิจารณาสนับสนุนทางการเงินในประเด็น ESG

ลากที่รูปเพื่อขยาย กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน

*https://www.kasikornbank.com/th/ir/corporategovernance/transparency/pages/esg-credit-policy.aspx

ระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environmental and Social Management System: ESMS)
เฉพาะตราสารหนี้สีเขียวที่ลงทุนโดย IFC

ธนาคารได้จัดทำระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environmental and Social Management System: ESMS) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกรอบการดำเนินงานด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนและการบริหารความเสี่ยงของธนาคาร โดย ESMS ถูกออกแบบขึ้นเพื่อใช้ในการระบุ ประเมิน บริหารจัดการ และติดตามความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (E&S) อย่างเป็นระบบ และสนับสนุนกิจกรรมทางการเงินภายใต้ IFC Green Bond Subscription

ESMS ได้ถูกพัฒนาขึ้นตามหลักแนวปฏิบัติสากล และอ้างอิงตาม IFC Performance Standards เพื่อสนับสนุนความมุ่งมั่นของธนาคารในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและส่งเสริมการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ภายใต้ระบบ ESMS ธนาคารดำเนินการตามแนวทางที่เป็นระบบ ครอบคลุมถึงการจัดประเภทโครงการตามระดับความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม

การตรวจสอบสถานะด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเหมาะสมตามลักษณะ ขนาด และความเสี่ยงของโครงการ การกำหนดเงื่อนไขและข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพิจารณาอนุมัติสินเชื่อการติดตามผลการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ESMS ยังผนวกเข้ากับโครงสร้างการกำกับดูแล บทบาทและความรับผิดชอบภายในองค์กร ตลอดจนกลไกการรายงาน เพื่อให้เกิดการกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ ลดผลกระทบเชิงลบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม ส่งเสริมด้านความยั่งยืน พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและสามารถในการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับระบบการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (ESMS)